เจ้าหน้าที่กัมพูชา ยังคงเดินหน้าพาสื่อต่างชาติ ลงพื้นที่ดูความเสียหายของ “ปราสาทพระวิหาร” โดยระบุว่าเกิดจากการโจมตีของฝ่ายไทย และเรียกร้องให้ประชาคมโลกช่วยบูรณะให้กลับมามีสภาพใกล้เคียงของเดิม
วันนี้ (13 ก.พ. 69) เจ้าหน้าที่ระดับสูงของจังหวัดพระวิหาร ได้นำผู้สื่อข่าว “รอยเตอร์” ลงพื้นที่ตรวจสอบร่องรอยความเสียหายจำนวนมากใน “ปราสาทพระวิหาร” ซึ่งเกิดจากการสู้รบกับฝ่ายไทยในช่วงที่ผ่านมา พร้อมกับเรียกร้องประชาคมโลกช่วยบูรณะให้ “ปราสาทพระวิหาร” กลับมามีสภาพใกล้เคียงของเดิม รวมทั้งร่วมกันยับยั้งไม่ให้มีการทำลาย “ปราสาทพระวิหาร” แห่งนี้อีกในอนาคต
ทางชาวกัมพูชาบางคนในพื้นที่ชายแดน ยอมรับว่า ไทยและกัมพูชาเป็นประเทศเพื่อนบ้านกัน ทำการค้าขายและไปมาหาสู่กันมานานแล้ว จึงไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงเกิดการสู้รบกัน และที่เสียใจคือบ้านที่สร้างขึ้นมาจากการทำงานอย่างหนักเกือบครึ่งชีวิต ได้รับความเสียหายอย่างหนักในชั่วพริบตา และอยากให้ทุกอย่างกลับสู่ภาวะปกติเร็วที่สุด
ขณะที่ชาวกัมพูชาบางคน ก็ยังหวังว่าจะได้กลับเข้าไปอยู่ในบ้านของตน ซึ่งตอนนี้ถูกกองกำลังของไทยวางรั้วลวดหนามกั้นไว้ เนื่องจากอยู่ในดินแดนของไทย
ทั้งนี้ ทาง พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ชี้แจงว่า ประเทศไทยยึดมั่นใน อนุสัญญากรุงเฮก ค.ศ. 1954 ว่ากรณีความขัดแย้งทางอาวุธ ซึ่งกำหนดให้โบราณสถาน ต้องได้รับการคุ้มครอง และห้ามการโจมตีหรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหาย
แต่อย่างไรก็ดี อนุสัญญาฯ มีข้อยกเว้นที่ระบุไว้ชัดเจนหากมีการนำโบราณสถานไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางทหาร เช่น การตั้งฐานที่มั่น การควบคุมการปฏิบัติการ การเป็นจุดซุ่มยิง หรือใช้เป็นพื้นที่เตรียมการโจมตี พื้นที่ดังกล่าวอาจ สูญเสียความคุ้มครองในทางกฎหมายเป็นการชั่วคราว ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการทางทหาร
ดังนั้น เมื่อฝ่ายกัมพูชาตั้งใจใช้อาณาบริเวณโบราณสถานเป็นฐานปฏิบัติการทางทหาร รวมถึงใช้เป็นที่ตั้งระบบตรวจการณ์ และที่ตั้งระบบอาวุธยิงเพื่อใช้โจมตีต่อฝ่ายไทย ทำให้พื้นที่ดังกล่าวจึงเข้าข่าย เป็นพื้นที่ที่ “สูญเสียความคุ้มครองชั่วคราว” ตามอนุสัญญากรุงเฮก ค.ศ. 1954