ยิงในโรงเรียน พบประวัติผู้ก่อเหตุ รักษาอาการจิตเวชตั้งแต่อายุ 13 ปี ใช้ยาเสพติดร่วมกันหลายชนิด ยาบ้า ไอซ์ กัญชา พืชกระท่อม หลังก่อเหตุไม่พบสารเสพติดในร่างกาย เสพครั้งสุดท้ายปลายปี 68 เลขาธิการ ป.ป.ส. ชี้ปมป่วยจิตเวชเรื้อรัง-ขาดยา ครอบครัว ต้องหมั่นสังเกตสัญญาณเตือน
ความคืบหน้ากรณีผู้ป่วยจิตเวชยิงในโรงเรียน สูญเสียผู้อำนวยการโรงเรียน วันนี้ (14 ก.พ.69) พ.ต.ต. สุริยา สิงหกมล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เปิดเผยว่า เหตุการณ์นี้นับเป็นกรณีศึกษาสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงภัยคุกคามจากปัญหายาเสพติดที่มีความซับซ้อน โดยเฉพาะในกลุ่ม “ผู้ป่วยจิตเวชที่มีประวัติการใช้สารเสพติดร่วม” (Dual Diagnosis) ซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ถือเป็นปัญหาสังคมที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนและเป็นระบบ
พ.ต.ต. สุริยา เปิดเผยด้วยว่า ข้อมูลจากการตรวจสอบระบบข้อมูลการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดของประเทศ (บสต.) และการสอบทานข้อมูลร่วมกับ รพ.ธัญญารักษ์สงขลา, รพ.จิตเวชสงขลาราชนครินทร์ และ รพ.หาดใหญ่ พบข้อมูลสำคัญที่สังคมต้องตระหนัก คือ ผู้ก่อเหตุเริ่มเข้ารับการรักษาอาการทางจิตเวช ตั้งแต่อายุ 13 ปี และมีประวัติการใช้ยาเสพติดร่วมกันหลายชนิด (Poly-drug use) ได้แก่ ยาบ้า ไอซ์ กัญชา และพืชกระท่อม ซึ่งส่งผลกระทบทำลายสมองและพฤติกรรมในระยะยาว โดยมีประวัติก้าวร้าวและทำร้ายตัวเองมาอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ผ่านการบำบัดมาแล้วหลายครั้ง โดยช่วงเดือน พ.ค.- ก.ค.68 ได้เข้ารับการรักษาต่อเนื่อง จนกระทั่งเดือน ส.ค.68 ถึงปัจจุบัน ถูกส่งตัวไปรักษาต่อที่ รพ.จิตเวชสงขลาราชนครินทร์ เนื่องจากพบภาวะซึมเศร้า พฤติกรรมแปรปรวน และมีความเสี่ยงสูง โดยหลังเกิดเหตุ พนักงานสอบสวนตรวจไม่พบสารเสพติดในร่างกายผู้ต้องหา ซึ่งต้องหาได้ให้การว่าเสพยาบ้าครั้งสุดท้ายเมื่อปลายปี 2568
เลขาธิการ ป.ป.ส. ชี้ว่าเหตุการณ์นี้สะท้อนชัดเจนว่า การที่ผู้ป่วยจิตเวชที่มีประวัติใช้สารเสพติด "ขาดความต่อเนื่องในการรับประทานยารักษาอาการจิตเวช จะทำให้อาการทางจิตกำเริบรุนแรง จนไม่สามารถควบคุมตนเองได้ นำไปสู่ความสูญเสียที่ไม่ควรเกิดขึ้น ครอบครัว คือ ปราการด่านแรกที่สำคัญที่สุด ต้องหมั่นสังเกต สัญญาณเตือน ที่มักจะเกิดขึ้นก่อนการก่อเหตุเสมอ ได้แก่
ไม่หลับไม่นอน หรือเดินไปเดินมาผิดปกติ
หงุดหงิดง่าย ก้าวร้าว พูดคนเดียว หรือหวาดระแวง
ปฏิเสธการกินยารักษาอาการจิตเวช หรือกลับไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด/สิ่งมึนเมา
หากพบสัญญาณข้างต้น "ห้ามรอดูอาการ" และ "ห้ามปะทะโดยตรง" ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุข หรือนำส่งโรงพยาบาลทันที เพื่อปรับยาหรือนำเข้าสู่ระบบการรักษาแบบผู้ป่วยใน ก่อนที่จะเกิดอาการคลุ้มคลั่ง เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนราคาแพงที่ย้ำว่า การบำบัดรักษาไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่การติดตามดูแลหลังการรักษา (Aftercare) โดยครอบครัวและชุมชนคือหัวใจสำคัญ
สำนักงาน ป.ป.ส. จะเร่งดำเนินการเชื่อมโยงข้อมูลผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงสูง (SMI-V) ระหว่างหน่วยงานสาธารณสุข ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ให้เป็นระบบ Real-time เพื่อให้เจ้าหน้าที่หน้างานสามารถประเมินความเสี่ยงได้ทันท่วงทีเมื่อได้รับแจ้งเหตุ และขอให้พี่น้องประชาชนช่วยเป็นหูเป็นตา หากพบผู้ป่วยจิตเวชที่มีพฤติกรรมเสี่ยงในชุมชน สามารถแจ้งสายด่วน ป.ป.ส. 1386 ที่พึ่งทุกปัญหายาเสพติด ได้ตลอด 24 ชั่วโมง