สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงบรรยายพิเศษ เรื่อง "การเกิดโรคมะเร็ง" พระราชทานแก่นักศึกษาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์

View icon 99
วันที่ 17 ก.พ. 2569 | 20.05 น.
ข่าวในพระราชสำนัก
แชร์
เวลา 12.45 น. วันนี้ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จไปยังอาคารวิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ ทรงบรรยายพิเศษ เรื่อง การเกิดโรคมะเร็ง หรือ Oncogenesis (อองโคจีเนซิส) พระราชทานแก่นักศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต (หลักสูตรใหม่ พ.ศ. 2563) วิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน รุ่นที่ 4 ชั้นปีที่ 3 ประจำปีการศึกษา 2568 ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 4

โดยวันนี้ ทรงบรรยายถึงการรักษาโรคมะเร็งที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ด้วยเทคโนโลยีทางชีวการแพทย์ที่ทันสมัย โดยเฉพาะการรักษาแบบเซลล์บำบัด หรือ Cell Therapy เช่น การนำเซลล์ภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยมาปรับแต่งพันธุกรรมให้สามารถจดจำและทำลายเซลล์มะเร็งได้ดีขึ้น ซึ่งเรียกกันว่า CAR T-cell therapy ปัจจุบัน ได้รับการยอมรับว่ามีประสิทธิภาพสูงในการรักษามะเร็งของระบบเลือดบางชนิด เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งต่อมน้ำเหลือง โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ดื้อต่อการรักษาในวิธีแบบมาตรฐาน อย่างไรก็ตามการรักษาด้วยวิธีนี้อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงได้ เช่น ภาวะการอักเสบทั่วร่างกายจากภูมิคุ้มกันทำงานมากเกินไป และภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท จึงจำเป็นต้องดูแลอย่างใกล้ชิดในโรงพยาบาลเฉพาะทาง รวมถึง มีค่าใช้จ่ายในการรักษาสูง เนื่องจากกระบวนการผลิตเซลล์ต้องทำเฉพาะบุคคล ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยระดับสูงและต้องมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญดูแลอย่างใกล้ชิด

อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า คือ CRISPR/Cas9 (คริสเปอร์-แคสไนน์) เป็นเครื่องมือตัดต่อยีนที่สามารถแก้ไขสารพันธุกรรมได้อย่างแม่นยำ มีศักยภาพในการพัฒนาแนวทางรักษามะเร็งหลายชนิด โดยเฉพาะมะเร็งที่ดื้อต่อยา และยังถูกนำไปประยุกต์ร่วมกับเซลล์บำบัด เช่น การปรับแต่งยีนของ T-cell (ทีเซลล์) ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ทั้งนี้ เทคโนโลยีนี้ ยังมีข้อจำกัด เช่น ความแม่นยำในการตัดต่อยีนผิด ซึ่งอาจกระทบต่อยีนอื่นโดยไม่ตั้งใจ และอาจส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน อีกทั้ง ยังมีประเด็นด้านจริยธรรม โดยเฉพาะการตัดต่อยีนในตัวอ่อนหรือเซลล์สืบพันธุ์ ซึ่งอาจส่งผลต่อรุ่นลูก และหลานในอนาคต ดังนั้น แม้เทคโนโลยีทั้ง 2 แบบ จะเป็นความหวังใหม่ในการรักษามะเร็ง แต่การนำมาใช้ต้องผ่านการวิจัยและประเมินความปลอดภัยอย่างเข้มงวดเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ป่วย ลดความเสี่ยงในระยะยาว

ข่าวอื่นในหมวด