เปิดคำพิพากษา ศาลฎีกาพิพากษากลับ จำคุก 2 ปี 8 เดือน ผู้สมัคร สส. เขต 1 มหาสารคาม พรรคส้ม ข่มขืนชำเราสาว พร้อมสั่งชดใช้ค่าสินไหม 2 แสนบาท
วันนี้ (19 ก.พ.69) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ ที่ศาลจังหวัดมหาสารคาม ตำบลแวงน่าง ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีที่พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคามเป็นโจทก์ฟ้อง นายธีระวัฒน์ พรรณะ ผู้สมัคร สส.พรรคประชน เขต 1 จ.มหาสารคาม ฐานข่มขืนกระทำชำเรา
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 18 ม.ค.63 จำเลยข่มขืนกระทำชำเรา ผู้เสียหายซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลย โดยใช้กำลังประทุษร้าย ขณะที่ผู้เสียหายอยู่ในอาการสะลืมสะลือไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ เนื่องจากฤทธิ์ยาที่จำเลยให้ผู้เสียหายรับประทานแล้ว จนสำเร็จความใคร่ โดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ เหตุเกิดที่ ตำบลและอำเภอใดไม่ปรากฏชัด จังหวัดนครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ต่อมาวันที่ 19 ม.ค.63 ผู้เสียหายนำยาจำนวน 8 เม็ด และยาไม่ทราบชนิดจำนวน 2 แคปซูล ซึ่งเป็นยาที่จำเลยได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดมามอบให้เจ้าพนักงานยืดไว้เป็นของกลาง คดีนี้เหตุเกิดนอกราชอาณาจักร อัยการสูงสุดมอบหมายให้พนักงานสอบสวน สภ.เขวาใหญ่ เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบขอให้ลงโทษกฎหมาย
ผู้เสียหายที่เป็นโจทก์ร่วม ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาลและค่าเดินทางไปรักษาพยาบาล 50,000 บาท ค่าเดินทางกลับภูมิลำเนา 2,000 บาท ค่าสูญเสียพรหมจารี 300,000 บาท ค่าขาดรายได้ 27,000 บาท ค่าทนทุกข์ทรมานทางร่างกายและจิตใจ 300,000 บาท รวมเป็นเงิน 697,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 ม.ค. 63 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง และยกคำร้องของโจทก์ร่วมที่ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม ต่อมาโจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน โจทก์ร่วมฎีกา
ศาลฎีกาพิเคราะห์ตรวจสำนวนพยานหลักฐาน มีข้อวินิจฉัยว่า แม้การตรวจร่างกายของโจทก์ร่วมที่โรงพยาบาลมหาสารคามไม่พบหลักฐานการร่วมประเวณี แต่ก็อาจเป็นไปได้ว่ามีการตรวจหลังเกิดเหตุหลายชั่วโมง และโจทก์ร่วมไม่ได้ต่อสู้ขัดขืน เนื่องจากอาการสะลืมสะลืออ่อนเพลียไม่มีแรง ไม่มีสติสัมปชัญญะที่จะช่วยเหลือตัวเองได้ โจทก์ร่วมก็ยืนยันว่า โจทก์ร่วมไม่ยินยอมให้จำเลยกระทำชำเรา เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งหมดแล้วเห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยกระทำความผิดตามที่โจทก์และโจทก์ร่วมฟ้อง ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังขึ้น
ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ร่วมย่อมได้รับความเสียหายต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาล ค่าเดินทางไปรักษาพยาบาลและเดินทางกลับภูมิลำเนา ขาดรายได้ตามปกติ และมีความทุกข์ทรมานทั้งทางร่างกายและจิตใจที่ต้องมีมลทินมัวหมอง เป็นตราบาปติดตัวไปตลอด เป็นการทำร้ายจิตใจ ทำลายการเรียน ความหวัง และความฝันของโจทก์ร่วม ทำให้โจทก์ร่วม บิดา มารดาของโจทก์ร่วมได้รับความอับอายต้องใช้เวลาในการบำบัดรักษาร่างกายและฟื้นฟูจิตใจให้เป็นปกติ จึงเห็นสมควรกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้ตามความร้ายแรงแห่งการทำละเมิด โดยกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้จำเลยชดใช้แก่โจทก์ร่วมรวมจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปีตั้งแต่วันละเมิด
พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ให้จำคุก 4 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน ริบยาของกลางทั้งหมด ให้จำเลยชดใช้เงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 ม.ค.63 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม