อัยการนำตัว นานา-เวย์ ไทเทเนี่ยม ยื่นฟ้องศาล คดีฉ้อโกง แชร์ลูกโซ่ ปลอมเอกสาร มีผู้เสียหาย 11 ราย รอลุ้นประกัน
วันนี้ (23 ก.พ.69) ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก พนักงานอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจได้นำตัว นางไรบีนา อินทชัย หรือนานา ไรบีนา, นายปริญญา อินทชัย หรือ เวย์ ไทเทเนี่ยม แร็ปเปอร์ชื่อดัง และ บริษัท 2 แห่ง โดยนางไรบีนา มายื่นฟ้องต่อศาลอาญา เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงและร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ปลอมและใช้เอกสารปลอม
คำฟ้องโจทก์ระบุว่า ระหว่างเดือน เม.ย. 64 – ต.ค.68 จำเลยร่วมกันกระทำการฉ้อโกงและร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม หลอกลวงผู้เสียหายรวม 11 คน ซึ่งเกินกว่า 10 คนขึ้นไปด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ และปกปิดความจริง โดยชักชวนกู้ยืมเงินเพื่อนำไปลงทุนธุรกิจปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคล ธุรกิจซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ ธุรกิจเกี่ยวกับบริษัทกีฬา กองทุนสำหรับลงทุนธุรกิจต่าง ๆ ซื้อหุ้น ธุรกิจร้านอาหารต่างประเทศ และซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ โดยตกลงว่าจะจ่ายผลตอบแทนอัตราร้อยละ 4 ร้อยละ 7 ต่อเดือน หรือร้อยละ 40 ของเงินที่กู้ยืนมาลงทุน ซึ่งสูงกว่าดอกเบี้ยทั้งหมดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ ผู้เสียหายที่ 1-11 ได้ร่วมลงทุน โดยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร ที่จำเลยทั้ง 4 กับพวกแจ้งมาให้
ทั้งนี้ การที่จำเลยทั้ง 4 ชักชวนผู้เสียหายที่ 1-11 ลงทุนนั้น เป็นข้อความอันเป็นเท็จ จำเลยทั้งสี่ ไม่มีเจตนานำเงินของผู้เสียหายทั้ง 11 คนไปลงทุนตามที่ได้ชักชวน แต่นำเงินดังกล่าวมาจ่ายหมุนเวียนผู้ลงทุนซึ่งเป็นผู้ให้กู้ยืมด้วยกัน เป็นการปกปิดข้อความจริงที่ควรบอก จำเลยทั้งสี่มีเจตนาตั้งแต่แรกในการใช้กลอุบายหลอกลวงเงินจากผู้เสียหายทั้ง 11 คน อันเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง และร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสี่ ให้การปฏิเสธ
คดีนี้มีพฤติการณ์แห่งคดีเป็นการร่วมกันฉ้อโกง และหลอกลวงกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน มีความเสียหายมากกว่า 100 ล้านบาท ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายทั้ง 11 คน และบุคคลอื่นเป็นวงกว้าง ก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม เพื่อหยุดยั้งไม่ให้เกิดความผิดเช่นนี้อีก จึงขอศาลให้ลงโทษจำทั้ง 4 คนสถานหนักด้วย
หากจำเลยทั้งสี่ ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว โจทก์ขอคัดค้าน ขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตามกฎหมาย และให้ชดใช้เงินคืนต่อผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 41,683,337 ล้านบาท ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 46,394,000 บาท ผู้เสียหายที่ 3 จำนวน 28,795,000 บาท ผู้เสียหายที่ 4 จำนวน 3,550,000 บาท ผู้เสียหายที่ 5 จำนวน 3,150,000 บาท ผู้เสียหายที่ 6 จำนวน 4,364,500 บาท ผู้เสียหายที่ 7 จำนวน 2,970,000 บาท ผู้เสียหายที่ 8 จำนวน 1,500,000 บาท ผู้เสียหายที่ 9 จำนวน 13,951,000 บาท ผู้เสียหายที่ 10 จำนวน 4,000,000 บาท และผู้เสียหายที่ 11 จำนวน 23,684,077 บาท ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ผู้เสียหายทั้ง 11 เสียไปจากการฉ้อโกงดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดตามกฎหมายตามต้นเงินผู้เสียหายนับตั้งแต่วันที่กู้ยืมจนกว่าจำเลยทั้งสี่ จะชำระแต่ละคนเสร็จ
ศาลรับไว้เป็นคดีดำที่ อ.508/2569 โดยอัยการได้นำตัวจำเลยมายื่นฟ้องต่อศาล จำเลยทั้ง 2 ได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล