เวลา 09.00 น. วันนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ทรงร่วมงานดนตรีไทยอุดมศึกษา ครั้งที่ 48 "ธ สถิตในดวงใจนิรันดร์" ซึ่งมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา เป็นเจ้าภาพจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-25 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมไทยให้คงอยู่เป็นมรดกของชาติ ทั้งส่งเสริมให้นิสิตนักศึกษาตระหนักถึงคุณค่าและการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมดนตรีไทย ร่วมธำรงรักษา สืบทอดมรดกทางดนตรีไทย ในฐานะอัตลักษณ์และภูมิปัญญาของชาติให้คงอยู่คู่สังคมไทย มีสถาบันการศึกษาเข้าร่วมงาน 78 สถาบัน ผู้เข้าร่วมงานกว่า 2,500 คน ทั้งยังให้เยาวชนได้สัมผัสและเรียนรู้ดนตรีไทย ซึ่งช่วยพัฒนาทักษะทางดนตรีและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อสร้างสรรค์ผลงานใหม่ ๆ ที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของดนตรีไทย
โอกาสนี้ ทรงซอด้วง เพลงชื่นชุมนุมกลุ่มดนตรี ร่วมกับวงมหาดุริยางค์นิสิตนักศึกษา ซึ่งเป็นเพลงสำคัญของงานดนตรีไทยระดับอุดมศึกษา เนื้อร้องเป็นบทพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ที่พระราชทานแก่ชาวดนตรีไทยอุดมศึกษา ส่วนทำนองประพันธ์โดย ครูมนตรี ตราโมท ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทย) สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างพระอัจฉริยภาพทางอักษรศิลป์ และภูมิปัญญาทางคีตศิลป์ไทยอย่างงดงาม โดยกำหนดให้เป็นเพลงบรรเลงและขับร้องร่วมในกิจกรรมดนตรีไทยอุดมศึกษา เวทีสำคัญของการพบปะแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การแสดง ศักยภาพ และการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ท่วงทำนองมีลักษณะสง่างาม อบอุ่น เปี่ยมด้วยพลังแห่งความร่วมมือ สอดรับกับเนื้อร้องที่มุ่งสื่อถึงการมาชุมนุมของกลุ่มนักดนตรีผู้มีอุดมการณ์ร่วมกันในการสืบสานและพัฒนามรดกดนตรีของชาติ
จากนั้น ทอดพระเนตรนิทรรศการ "ธ สถิตในดวงใจนิรันดร์ สรรพ์สังคีตศิลป์ถิ่นธนบุรี" จัดแสดงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงเป็นแบบอย่างให้พสกนิกรชาวไทยเห็นคุณค่างานสังคีตศิลป์ รวมถึงฟื้นฟูและพัฒนาศิลปวัฒนธรรมชาติให้ทันสมัย โดยไม่ทอดทิ้งเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ความเป็นไทย สมดังพระราชสมัญญา "อัคราภิรักษศิลปิน" ศิลปินยิ่งใหญ่ผู้ปกปักรักษางานศิลปะอย่างแท้จริง ทั้งนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นหลักพระมิ่งขวัญของวงการดนตรีไทย ทรงรอบรู้และทรงพระปรีชาสามารถด้านการบรรเลงและขับร้องเพลงไทย รวมถึงพระราชนิพนธ์บทขับร้องเพลงไทยไว้เป็นจำนวนมาก, ส่วนนิทรรศการด้านดนตรี ในฝั่งธนบุรี พื้นที่สำคัญทางวัฒนธรรม ตั้งแต่ก่อนต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ถึงปัจจุบัน เป็นแหล่งที่ตั้งของสำนักปี่พาทย์และวงดนตรีไทย ที่สืบทอดความรู้จากรุ่นสู่รุ่น โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้มหาวิทยาลัยฯ นอกจากเป็นพื้นที่ของคนในตระกูลบุนนาค ที่ให้การอุปถัมภ์กิจกรรมศิลปวัฒนธรรม ยังเป็นสำนักดนตรีที่มีชื่อเสียง เช่น สำนักปี่พาทย์วัดน้อยทองอยู่ สำนักปี่พาทย์ครูสิน สินธุนาคร สำนักปี่พาทย์ครูจางวางทั่ว พาทยโกศล สำนักปี่พาทย์วัดระฆัง บ้านปลื้มปรีชา พระประดิษฐไพเราะ และพระยาเสนาะดุริยางค์ และนิทรรศการการค้นคว้าจดหมายเหตุ จากบ้านสมเด็จฯ สร้าง "ระนาดแก้ว" ต้นแบบจากบ้านวัดกัลยาณมิตร ฝั่งธนบุรี ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และการรวบรวมแหล่งช่างฝีมือฝั่งธนบุรี ด้านการสร้างเครื่องดนตรีไทย เช่น ขลุ่ยชุมชนลาวบางไส้ไก่ ฆ้องทุบชุมชนบ้านบุและบ้านเนิน ชุมชนเก่าริมคลองบางกอกน้อย
มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา เปิดสอนหลักสูตรดนตรีเมื่อปี 2513 ในปี 2557 ได้จัดตั้ง "วิทยาลัยการดนตรี" เป็นสถาบันดนตรีเทียบเท่าคณะแห่งแรกและแห่งเดียวของมหาวิทยาลัยราชภัฏ จัดการเรียนการสอน การวิจัย เพื่อให้นักศึกษานำความรู้ไปขยายผล มีบทบาทต่อการขับเคลื่อนมาตรฐานวิชาการดนตรีให้ก้าวหน้า
เวลา 13.27 น. เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีปักหมุดวางผังก่อสร้างพระเมรุมาศ ในการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ ท้องสนามหลวง โดยมี ท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน, นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้อง เฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จ
ในการนี้ ทรงจุดเทียนทอง เทียนเงิน และทรงจุดธูปหางปักที่เครื่องบวงสรวง, ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย ทรงคม ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุมัติให้ กรมศิลปากรยึดหลักการออกแบบพระเมรุมาศให้ถูกต้องตามโบราณราชประเพณี และมีความงดงามทางรูปแบบศิลปกรรม สื่อแนวคิดสะท้อนถึงพระราชจริยวัตรและพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรชาวไทย
เมื่อพระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ ประธานพระครูพราหมณ์อ่านโองการบวงสรวงเทพยดาและสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชจบ ทรงสุหร่ายหมุด และเครื่องมือช่าง แล้วพระราชทานหมุดให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นำไปตอกทั้ง 4 ทิศ ตัวหมุดทำจากไม้มงคล คือ ไม้สัก ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 4 เซนติเมตร ยาว 29 เซนติเมตร เหลาปลายแหลมด้านหนึ่ง เครื่องมือที่ใช้ตอก คือ ไม้สามเกลอ ทำจากไม้สักเช่นกัน ความยาว 39 เซนติเมตร
ไม้สามเกลอ ถือเป็นตัวแทนของเครื่องมือช่างทุกแขนง สำหรับในการบวงสรวงไหว้ครูช่าง ซึ่งมีพระวิษณุกรรมเป็นประธานของครูเทวดาทั้งหลาย สำหรับตำแหน่งปักหมุดทำเป็นแท่นที่ 4 ตำแหน่ง กำหนดจากตำแหน่งเสาโครงสร้างหลัก 4 มุมของพื้นที่กลางพระเมรุมาศ การตอกหมุดเริ่มจากตำแหน่งทิศตะวันออกเฉียงเหนือ แล้วเวียนประทักษิณหรือเวียนขวาไปจนครบ ตำแหน่งเริ่มต้นนี้ เป็นคติเดียวกันกับการตั้งเสา หรือยกเสาเอกของอาคาร
การปักหมุด ถือเป็นขั้นตอนแรกของการก่อสร้างอาคาร เป็นการกำหนดตำแหน่งเสาโครงสร้างต่าง ๆ เพื่อให้ก่อสร้างได้ถูกต้องตามรูปแบบ สำหรับการก่อสร้าง พระเมรุมาศนี้ นอกจากเป็นการปักหมุดวางผังตามกระบวนการก่อสร้างแล้ว ยังเป็นพิธีบวงสรวงบอกกล่าวแก่เทพเทวาในสถานที่และทั่วแผ่นดิน ขออนุญาตดำเนินการก่อสร้างพระเมรุมาศ ขอความเป็นสวัสดิมงคลให้การก่อสร้างราบรื่น ปราศจากอุปสรรค สำเร็จตามวัตถุประสงค์ และเป็นการบวงสรวงสักการะดวงพระวิญญาณสมเด็จพระบูรพมหากษัตราธิราช ทั้งยังถือเป็นการไหว้ครูช่างของคณะทำงานจัดสร้างพระเมรุมาศด้วย
พระเมรุมาศส่วนยอด ออกแบบเป็นทรงมงกุฎแปลง ตามอย่างเครื่องศิราภรณ์ของเจ้านาย ประกอบด้วย หลังคาซ้อน 7 ชั้นเชิงกลอนเสมอด้วยพระมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวัง ส่วนปลียอดเป็นรูปพรหมพักตร์ สื่อถึงการเสด็จสู่พรหมโลกหลังการสวรรคต และสื่อถึงพระราชสมัญญา แม่ของแผ่นดิน ที่ยอดบนสุดของพระเมรุมาศประดับนพปฎลมหาเศวตฉัตร หรือ ฉัตร 9 ชั้น เพื่อแสดงถึงพระบรมราชอิสริยยศชั้นสูงสุด
พระเมรุมาศมีแผนผังสี่เหลี่ยมจัตุรัส ทรงปราสาท ออกมุข 4 ด้าน ตั้งอยู่เหนือฐานชาลา 2 ชั้น ตกแต่งด้วยรูปเทวดา สื่อถึงการเสด็จสู่สวรรคาลัย หลังคาสีฟ้าหม่นสลับสีปีกแมลงทับ หน้าบัน แต่ละด้านประดับอักษรพระนามาภิไธย ส.ก. บนพื้นสีฟ้า สีประจำวันศุกร์ซึ่งเป็นวันพระราชสมภพ พื้นหลังสีชมพูซึ่งเป็นสีแห่งศรีของวันพระราชสมภพ ซุ้มหน้าบันสร้างในลักษณะซุ้มหน้านาง ได้รับแรงบันดาลใจจากรูปทรงมงกุฎและสร้อยพระศอที่เคยทรง ขณะดำรงพระชนม์ชีพ ส่วนลายประกอบสำหรับตกแต่งพระเมรุมาศได้รับแรงบันดาลใจมาจากพรรณไม้ ที่เนื่องด้วยพระนาม "สิริกิติ์" ฉากบังเพลิง ปักโดยฝีมือช่างสถาบันสิริกิติ์ ซึ่งถือกำเนิดจากพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
ภูมิทัศน์โดยรอบฯ จัดวางตามแนวคิดภูมิจักรวาล ประดับด้วยสระทรงกลมรายรอบด้วยรูปสัตว์หิมพานต์ และตัวละครจากเรื่องรามเกียรติ์ สื่อถึงพระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์การแสดงโขน มีสิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ ได้แก่ พระที่นั่งทรงธรรม ศาลาลูกขุน ทับเกษตร และทิม สำหรับเป็นที่ประทับและรับรองทูตานุทูต ตลอดจนแขกที่ได้รับเชิญเข้าร่วมพระราชพิธี
ภายหลังพิธีปักหมุด จะเข้าสู่ขั้นตอนการก่อสร้างโครงสร้างหลัก งานสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม และงานภูมิสถาปัตย์ มีกำหนดแล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม 2569
เวลา 14.53 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปยังสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา ในการพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2567 โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิ เข้ารับพระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ 1 คน และมีผู้สำเร็จการศึกษา เข้ารับพระราชทานปริญญาดุริยางคศาสตรมหาบัณฑิต รุ่นที่ 4 จำนวน 3 คน และปริญญาดุริยางคศาสตรบัณฑิต รุ่นที่ 8 จำนวน 13 คน
โอกาสนี้ พระราชทานพระราโชวาทความว่า "การที่บัณฑิตทั้งหลายได้สำเร็จการศึกษา นอกจากจะแสดงให้เห็นถึงความเพียรพยายามและความมุ่งมั่นแล้ว ยังสะท้อนถึงความสามารถในการใช้ศาสตร์และศิลป์แห่งดนตรี เป็นปัจจัยสร้างสรรค์ประโยชน์สุขแก่ตนเองและสังคมด้วย การปฏิบัติงานด้านดนตรีนั้น ปัจจุบันมีเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่สามารถนำมาใช้สนับสนุนการทำงานได้เป็นอันมาก เช่นเดียวกับงานด้านอื่น ๆ และในการดำเนินชีวิต ซึ่งเทคโนโลยีอันทันสมัยเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามการเปลี่ยนแปลงพัฒนาอย่างรวมเร็วของโลกและสังคม แต่การนำเทคโนโลยีมาใช้ก็ควรอยู่บนพื้นฐานของความตระหนักรู้ว่า เทคโนโลยีนั้น เป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการทำงาน หาใช่สิ่งที่จะทดแทนความคิดและวิจารณญาณของมนุษย์ได้โดยสิ้นเชิงไม่ เมื่อใช้เทคโนโลยีช่วยในการทำงานแล้ว จึงจำเป็นต้องตรวจสอบ วิเคราะห์ สังเคราะห์ ด้วยความรู้ความสามารถ และวิจารณญาณอันละเอียดรอบคอบอยู่เสมอ เพื่อให้งานที่ทำมีความถูกต้อง เหมาะสม และเป็นประโยชน์แท้จริง จึงขอให้บัณฑิตนำสิ่งที่พูดนี้ไปพิจารณาและยึดถือปฏิบัติ แล้วตั้งตัวตั้งใจให้มั่นคง ที่จะดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพการงานโดยยึดมั่นในคุณธรรมความสุจริต และใช้ดนตรีเป็นพลังในการพัฒนาชีวิต ตลอดจนเสริมสร้างความดีความเจริญให้แก่ประชาติชาติสืบไป"
หลังพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ทอดพระเนตรการแสดงดนตรีของศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบัน ของสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา บทเพลง Plaisir d’ amour, Gaia สำหรับวงดนตรี เชมเบอร์ และ Hymne a’ L’amour เนื้อหาสื่อถึง "ความรัก"
เวลา 18.20 น. เสด็จพระราชดำเนินไปยังศาลาร้อยปี วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ในการพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมศพ นายจรัลธาดา กรรณสูต อดีตองคมนตรี ซึ่งถึงแก่อสัญกรรมด้วยอาการเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 สิริอายุ 76 ปี
นายจรัลธาดา กรรณสูต เกิดเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2492 เป็นบุตรของ นายปรีดา กรรณสูต กับ หม่อมราชวงศ์เติมแสงไข รพีพัฒน์ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี วิทยาศาสตร์บัณฑิต (ประมง) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปริญญาโท สาขา Natural Resources มหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐอเมริกา ปริญญาเอกสาขา Zoology มหาวิทยาลัยอัลเบอร์ต้า ประเทศแคนาดา เข้ารับราชการที่กรมประมง มีความเจริญก้าวหน้า เป็นอธิบดีกรมประมง และปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้ นายจรัลธาดา กรรณสูต เป็นองคมนตรี เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2559 และดำรงตำแหน่งสำคัญ อาทิ ประธานคณะกรรมการมูลนิธิโครงการหลวง, ประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, ประธานคณะบริหารเงินกองทุนพระราชทานสำหรับศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ, ประธานกรรมการมูลนิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และที่ปรึกษา กปร.ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยภรณ์ มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก มหาวชิรมงกุฎ ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ และเหรียญรัตนภรณ์ รัชกาลที่ 10 ชั้นที่ 3