สนามข่าวเสาร์-อาทิตย์ - แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ช่องระยี จังหวัดสุรินทร์ สั่งตรวจซ้ำเข้มทุกตารางนิ้ว หลังทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดเก่า ต้องสูญเสียขาที่ 13
พลทหาร เดชศักดิ์ ตรีคำ กำลังพลสังกัดกองร้อยทหารราบที่ 233 ได้เหยียบทุ่นระเบิดที่กัมพูชาวางทิ้งเอาไว้ บริเวณฐานปฏิบัติการเอราวัณ พื้นที่ช่องระยี อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ เวลา 06.40 น. ของเมื่อวาน (27 ก.พ.)
แรงระเบิดส่งผลให้ขาขวาขาด แขนซ้ายกับขาซ้ายได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิด ภายหลังเกิดเหตุ หน่วยได้ดำเนินการปฐมพยาบาลเบื้องต้น และนำส่งเข้ารับการรักษายังโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดโดยเร่งด่วน
พลทหารเดชศักดิ์ นับเป็นกำลังพลนายที่ 13 ที่สูญเสียขา จากการเหยียบทุ่นระเบิดที่กัมพูชาฝังไว้ ทำให้ระดับแม่ทัพภาคที่ 2 พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ หรือ "แม่ทัพเติ่ง" ลงพื้นที่จุดเกิดเหตุด้วยตนเอง สั่งการให้ตรวจซ้ำเข้มทุกตารางนิ้ว แม้ว่าฐานปฏิบัติการเอราวัณจะอยู่ภายใต้การควบคุมตั้งแต่การหยุดยิงครั้งที่ 2 และที่ผ่านมาได้มีการตรวจสอบแล้ว 2 รอบก็ตาม
ขณะที่กำลังพลภายในฐาน เล่าว่า พลทหารเดชศักดิ์ เดินเป็นคนที่สามในเส้นทางเท้ามุ่งหน้าไปยังห้องน้ำ ที่อยู่ไม่ห่างจากที่พัก และเป็นเส้นทางที่เดินเป็นประจำ ก่อนจะเหยียบทุ่นระเบิดดังกล่าว
จากการตรวจสอบจุดเกิดเหตุ พบพื้นที่ดังกล่าวมีลักษณะเป็นดิน ปกคลุมด้วยเศษไม้ ใบไม้ และวัสดุธรรมชาติสะสมเป็นระยะเวลานาน ทุ่นระเบิดอาจฝังตัวอยู่ในชั้นดินลึก ทำให้ไม่สามารถตรวจพบได้ก่อนหน้านี้ ส่วนชนิดทุ่นระเบิด ผลตรวจสอบระบุเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-1
ขณะเดียวกัน แม่และญาติ ๆ กว่า 10 คน เดินทางมาที่โรงพยาบาล เพื่อเยี่ยมพลทหารเดชศักดิ์ แม่เล่าว่าลูกชายอยากเป็นทหาร จึงสมัครเป็นทหารเกณฑ์ เดือนพฤษภาคมนี้จะครบ 1 ปีแล้ว ทั้งนี้รู้สึกตกใจมากหลังทราบข่าวลูกบาดเจ็บ เพราะคืนก่อนเกิดเหตุ ฝันว่าลูกชายตกน้ำ จะจมก็ไม่จม ไม่คิดว่าจะเป็นลางบอกเหตุร้าย
ทีมศัลยแพทย์ของโรงพยาบาลสุรินทร์ เผยอาการของ พลทหารเดชศักดิ์ ว่าสัญญาณชีพของผู้บาดเจ็บอยู่ในเกณฑ์ดี และมีสภาพจิตใจเข้มแข็ง ขณะนี้ทีมแพทย์อยู่ระหว่างทำความสะอาด และจัดการบาดแผล รวมถึงรักษาอาการบาดเจ็บบริเวณขาซ้ายที่ได้รับผลกระทบจากสะเก็ดระเบิด
ด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แจ้งให้ทางกองทัพดูแลพลทหารเดชศักดิ์อย่างเต็มที่ พร้อมแสดงความเสียใจและกำชับให้ระมัดระวัง เร่งกู้ทุ่นระเบิด เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อกำลังพล