นายกฯ ยัน ไม่ก้าวก่าย หลังตำรวจออกหมายจับ “เบนสมิธ” ย้ำ เป็นนโยบายรัฐบาล กวาดล้างสแกมเมอร์

นายกฯ ยัน ไม่ก้าวก่าย หลังตำรวจออกหมายจับ “เบนสมิธ” ย้ำ เป็นนโยบายรัฐบาล กวาดล้างสแกมเมอร์

View icon 31
วันที่ 2 มี.ค. 2569 | 19.13 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
นายกฯ ยัน ไม่ก้าวก่าย หลังตำรวจออกหมายจับ “เบนสมิธ” ย้ำ เป็นนโยบายรัฐบาล กวาดล้างสแกมเมอร์ – ทุนเทา ไม่แคร์ แรงกระเพื่อมทางการเมืองช่วงจัดตั้งรัฐบาล หลังมีแกนนำพรรคการเมืองเชื่อมโยง บอกความเสียหายประเทศ - ประชาชน ต้องมาก่อน

วันนี้ (2 มี.ค.69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง ออกหมายจับนายเบน สมิธ และ น.ส.แคทรียา ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีร่วมกันฉ้อโกง และฟอกเงิน หลอกนักธุรกิจต่างชาติลงทุนข้ามชาติว่า ตนเพิ่งรับทราบข่าว ส่วนรายละเอียดจะไปตรวจสอบอีกครั้ง ซึ่งตำรวจได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาอยู่แล้ว เพราะเป็นนโยบายของรัฐบาลในการปราบปรามสแกมเมอร์ ทุนเทา คอลเซ็นเตอร์ เงินผิดกฎหมาย และการฟอกเงิน เรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่ยืนยันนโยบาย และข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีที่ว่า “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” ไม่รู้ว่าใครไปทำอะไร แต่หากเกิดเหตุใด ๆ ขึ้นมา และเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย สร้างความเดือดร้อนให้กับคนในประเทศ และสร้างความเสียหายให้กับประเทศ และระบบเศรษฐกิจ ใครที่ทำผิดกฎหมายก็ต้องถูกดำเนินคดี

ผู้สื่อข่าวถามว่า การจับกุมต้องมีการประสานอินเตอร์โพล เพื่อดำเนินการติดตามตัวผู้ต้องหาหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ตนยังไม่ได้ถามถึงในรายละเอียด เพราะไม่ต้องการให้ความสำคัญกับใครเป็นกรณีพิเศษ และรัฐบาลที่ตนเป็นหัวหน้าคณะรัฐบาล มีนโยบายในการปฏิบัติงานชัดเจนในการเข้ามาดูแลความเสียหายทางเศรษฐกิจ ทางสังคม และความมั่นคง ดังนั้น ต้องไปแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ โดยช่วงหลังมานี้ ประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากสแกมเมอร์ การหลอกลวง การฟอกเงิน และคอลเซ็นเตอร์

เมื่อถามว่า ขณะนี้ได้ดำเนินการจับกุมผู้ต้องหาสแกมเมอร์ตัวสำคัญครบแล้วหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ศาลได้มีการอายัดทรัพย์อาชญากรรมทางเศรษฐกิจทั้งชาวต่างชาติและคนไทย ซึ่งที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้ดำเนินการมาก่อนที่ศาลจะได้สั่งให้อายัดทรัพย์ทั้งหมด ทำให้เจ้าหน้าที่ ปปง.เกิดความมั่นใจในการจับกุมผู้ต้องหา และเกิดความชัดเจนว่าการดำเนินการของหน่วยงานรัฐ ในการป้องกันและปราบปรามสิ่งผิดกฎหมายเหล่านี้ ได้รับการยอมรับ และเกิดความยุติธรรม ซึ่งจะเข้มข้นมากขึ้นเรื่อย ๆ แสดงให้เห็นว่าไม่มีอะไรอยู่เหนือกฎหมาย และชี้ให้ประชาชนเห็นเลยว่า รัฐบาลไม่ได้เข้าข้างผู้กระทำความผิดทางกฎหมาย

เมื่อถามว่า การบูรณาการเชื่อมโยงฐานข้อมูลเรื่องการปราบปรามสแกมเมอร์ มีความคืบหน้าอย่างไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในรายละเอียดตนเชื่อว่า หน่วยงานที่มีหน้าที่ป้องกันและปราบปรามได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ เพราะในกรณีนี้ ปปง. ได้ทำงานร่วมกับทุกหน่วยงาน ทั้งตำรวจ, สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), กระทรวงการคลัง พวกเราทำงานเป็นทีมอยู่แล้ว และมีผู้ทรงคุณวุฒิร่วมทำงานในคณะ

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า ได้รับรายงานเกี่ยวกับนักการเมืองหรือบุคคลสำคัญเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า จะไม่ก้าวก่าย และไปมีส่วนในการเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบ เพราะกลัวว่าจะถูกเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าเข้าไปก้าวก่าย เพราะการทำงานของตนเองไม่เหมือนกับคนอื่น ตนได้มอบหมายให้เขาทำงานอย่างเต็มที่ ข้อสั่งการเดียวที่สั่งคือ “ใครทำผิดกฏหมายไม่มีการละเว้น ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใคร”

เมื่อถามว่า จะเกิดแรงกระเพื่อมทางการเมืองหรือไม่ เนื่องจากมีแกนนำพรรคการเมืองเข้าไปมีส่วนเชื่อมโยงกับเบน สมิธ นายกรัฐมนตรี ตอบว่า “ผมก็ไม่ค่อยแคร์เท่าไหร่นะ”

เมื่อถามย้ำว่า จะกระทบการจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ”ไม่มีปัญหา ความเดือดร้อนของประชาชน และความเสียหายของประเทศ มีความสำคัญกว่ากันการจัดตั้งรัฐบาล หรือจะต้องไปเกรงใจนักการเมือง หรือผู้มีอิทธิพลคนไหน ซึ่งไม่มีความหมายอะไรเลยตรงนี้ สบายๆ “

ข่าวที่เกี่ยวข้อง