เปิดปฏิบัติการ บุกทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวเกาหลีใต้ เช่าบ้านหรูกลางกรุง ใช้ไทยเป็นฐานปฏิบัติการ โทรลวงเงินเพื่อนร่วมชาติ
วันนี้ ( 30 มี.ค. 69 ) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ร่วมกับ เจ้าหน้าที่แผนกกงสุลตำรวจสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย และ เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สืบสวน บก.ตม.1 ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหา ชาวเกาหลีใต้ 11 คน ในความผิดฐาน เป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน ตามมาตรา 8 ประกอบมาตรา 101 แห่ง พรก.การบริหารการจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560
บก.ปอท. และ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย ได้ร่วมกันสืบสวน และแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างต่อเนื่องตลอดปี พ.ศ. 2568 จากการสืบสวนพบเบาะแสว่ามีกลุ่มบุคคลสัญชาติเกาหลีใต้ เชื่อว่าเป็นขบวนการคอลเซ็นเตอร์ หลบหนีจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามายังประเทศไทย จึงเปิดปฏิบัติการ “Thailand-Korea Breaking Chains” เพื่อตรวจค้นจับกุมกลุ่มองค์กรอาชญากรรมดังกล่าว ผลการปฏิบัติสามารถจับกุมผู้ต้องหาชาวเกาหลีใต้ได้หลายคน
จากการสืบสวน พบว่า มีกลุ่มผู้ร่วมขบวนการ ที่หลบหนีมาจากประเทศเพื่อนบ้าน เข้ามาในกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นผู้ร่วมขบวนการคอลเซ็นเตอร์ ได้เข้ามาหลบซ่อนตัว โดยเช่าบ้านหรู ย่านรามอินทรา เปิดเป็นสำนักงานในการใช้หลอกลวงเหยื่อในประเทศเกาหลีใต้ ตำรวจ กก.1 บก.ปอท. จึงได้รวบรวมหลักฐาน ขอศาลออกหมายค้น 2 จุด พบว่าภายในบ้านถูกดัดแปลงเป็นออฟฟิศคอลเซ็นเตอร์ จัดโต๊ะทำงาน พร้อมโทรศัพท์ ,อุปกรณ์กระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ต ,เครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ เปิดหน้าจอค้างอยู่ ซึ่งมีการแสดงผลเป็นข้อความบทสคริปต์, เอกสารสคริปต์วางอยู่ที่โต๊ะ สำหรับพูด หรือพิมพ์ เพื่อใช้ในการหลอกลวง ,รายชื่อเหยื่อชาวเกาหลีใต้พร้อมหมายเลขโทรศัพท์ และเอกสารปลอม แอบอ้างเป็นหนังสือทางราชการของอัยการประเทศเกาหลีใต้
สอบผู้ต้องหา ทราบว่าบทสคริปต์ ใช้เป็นต้นแบบในการหลอกลวงเหยื่อ ตรวจสอบโทรศัพท์ พบว่าเป็นการโทรผ่านอินเทอร์เน็ต (VoIP) เพื่อใช้ติดต่อกับเหยื่อในประเทศเกาหลีใต้ โดยปลอมเป็นอัยการ หรือเจ้าหน้าที่รัฐ ของประเทศเกาหลีใต้ ข่มขู่เหยื่อว่ามีคดี ให้เหยื่อโอนเงินให้กับกลุ่มคนร้าย เบื้องต้นจับกุมชาวเกาหลี ได้ 11 คน
สอบถามผู้ต้องหาผ่านล่ามแปลภาษา ทราบว่า มีการลักลอกเข้ามาทำงานในประเทศไทย โดยไม่ได้รับอนุญาต จึงได้จับกุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมด ส่งพนักงานสอบสวน สน.โคกคราม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
จากพฤติการณ์เชื่อได้ว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าว ใช้สถานที่หลอกลวงชาวเกาหลีใต้ ให้หลงเชื่อและโอนเงินให้กับกลุ่มคนร้าย โดยมีการจัดเตรียมอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ และช่องทางสื่อสารครบถ้วนเพื่อใช้ในการกระทำความผิด ตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์ และหลักฐานเบื้องต้น ยังไม่พบความเชื่อมโยงกับผู้เสียหายในประเทศไทย
ตำรวจได้ประสานงานกับแผนกกงสุลตำรวจ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย เกี่ยวกับข้อมูลพฤติการณ์ของกลุ่มคนร้าย และความผิดที่เกิดขึ้น รวมถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชนในประเทศเกาหลีใต้ เพื่อดำเนินการประสานความร่วมมือ และดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป