ห้องข่าวภาคเที่ยง - พ่อแม่ที่อยู่เมืองไทย นั่งเป็นห่วงลูกทุกวัน อยากให้กลับประเทศ แต่ส่วนใหญ่ขออยู่ทำงานต่อ ด้วยภาระครอบครัวที่ต้องรับผิดชอบ และหนี้สินที่ต้องหามาชดใช้
นายพี อายุ 30 ปี แรงงานไทยจากบ้านคำอ้อ ตำบลบ้านเชียง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ไปทำงานเป็นพนักงานซูเปอร์มาร์เก็ตเมืองเปตาติกัว ติดกับ เทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล บอกว่า ทุกวันนี้ยังคงใช้ชีวิตเป็นปกติ เพราะเมืองที่ทำงานอยู่ค่อนข้างห่างไกลจากการสู้รบ ส่วนเหตุผลที่ยังไม่ยอมกลับไทย เพราะเพิ่งทำงานได้แค่ 2 เดือน ยังต้องหาเงินอีกจำนวนมาก เพื่อมาใช้หนี้ ไหนจะครอบครัวอีก ฝากถึงพ่อแม่ว่าไม่ต้องเป็นห่วง
อีกหนึ่งครอบครัวที่ลูกชายไปใช้แรงงานที่อิสราเอล ครอบครัวนี้ มีลูกชายเพียงคนเดียว ชื่อ บอย อายุ 30 ปี ไปทำงานภาคการเกษตรได้ปีกว่าแล้ว และจากสถารณ์สู้รบในช่วงนี้ ทำให้แม่ต้องโทรวิดีโอคอลกับลูกชายทุกวัน เพื่อให้รู้ว่ายังอยู่ปลอดภัยดี ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบไป ก็น้ำตาไหลไปด้วย
ส่วนแรงงานไทยชาวบุรีรัมย์ อายุ 39 ปี คนนี้ เดินทางกลับบ้านมาจัดงานแต่ง เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา แต่หลังเกิดสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ทำให้ไม่สามารถเดินทางกลับไปทำงานได้ เนื่องจากมีการปิดน่านฟ้า และสถานการณ์ยังมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น นายฐิติพงษ์ นวนผ่อง ได้นำเอกสารสัญญาจ้างงาน และวีซ่า เข้าขอคำปรึกษาจากสำนักงานจัดหางานจังหวัดบุรีรัมย์ โดยจัดหางานจังหวัดแนะนำให้รีบติดต่อประสานล่าม และนายจ้าง เพื่อชี้แจงเหตุจำเป็นที่ไม่สามารถเดินทางกลับได้ตามกำหนด เจ้าตัวบอกว่า นี่เป็นการไปทำงานรอบที่ 2 หลังรอบแรกเคยต้องอพยพกลับไทยจากเหตุสู้รบกับกลุ่มฮามาส และเพิ่งต่อสัญญาใหม่ได้ไม่นาน ก็มาประสบเหตุสงครามอีกครั้ง หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจกระทบต่อการทำงานตามสัญญาที่เหลืออยู่จนถึงสิ้นปีนี้
นางอาภรณ์ ตุ่นเมือง อายุ 68 ปี ชาวบ้านบ้านห้วยพลู ตำบลด่านแม่ละเมา อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก มีลูกชายทำงานในประเทศโอมาน บอกว่า รู้สึกเป็นห่วงลูกมาก หลังจากทราบข่าวว่ามีการสู้รบกัน และอยากให้ลูกกลับบ้าน ฝากรัฐบาลช่วยดูแลคนไทยที่ทำงานอยู่ในต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศที่มีสงคราม
ด้านลูกของนางอาภรณ์ที่ทำงานอยู่ประเทศโอมาน เล่าว่า ทำงานในประเทศโอมานมา 7 เดือน เมื่อมีเหตุการณ์สู้รบเกิดขึ้นก็อยากจะกลับบ้าน แม้ว่าประเทศโอมานไม่มีฐานทัพของสหรัฐอเมริกาก็ตาม แต่ตนเองอยู่ใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซ