เช้านี้ที่หมอชิต - รัฐบาลไทยเดินหน้ามาตรการช่วยเหลือคนไทยในตะวันออกกลางอย่างเต็มรูปแบบแล้ว โดยเฉพาะคนไทยที่อยู่ในอิหร่าน ซึ่งเป็นจุดที่ถูกถล่มหนักหน่วงที่สุด โดย "นายกฯ อนุทิน" ยืนยัน รัฐบาลได้เตรียมพร้อมในทุกตัวเลือก เพื่อพาคนไทยกลับบ้าน
นายกฯ อนุทิน ให้สัมภาษณ์หลังเป็นประธานการประชุมศูนย์ติดตามสถานการณ์ เพื่อประเมินสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ร่วมกับนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และมีสถานเอกอัครราชทูต, สถานกงสุลใหญ่ทุกแห่งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ร่วมประชุมทางออนไลน์ เพื่อติดตามสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง
นายกฯ อนุทิน ยอมรับว่า กังวลเรื่องความปลอดภัยของคนไทย โดยเฉพาะในอิหร่าน ซึ่งมีคนไทยไม่เกิน 300 คน แต่ได้เตรียมแผนสำรองในทุกช่องทาง เพื่อพาคนไทยกลับ แม้ตอนนี้มีผู้ประสงค์เดินทางกลับไม่ถึงร้อยละ 25 ก็ตาม แต่จะต้องดำเนินการให้เร็วที่สุด ตอนนี้อยู่ในกระบวนการประสานงานทุกวิถีทาง
ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันว่า ต้องเร่งนำคนไทยทั้งหมดในอิหร่านกลับมาที่ประเทศไทยก่อน หากประสงค์กลับต้องรีบแจ้ง ซึ่งรัฐบาลต้องพิจารณาหาทางว่าจะกลับในเส้นทางใด
อาทิ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่อาจมีบางจุดที่น่านฟ้าเปิด และมีสายการบินกลับไปให้บริการ หรืออีกแผนอาจอพยพไปยังตุรกีก่อน เพื่อตรวจสอบสายการบินที่ให้บริการ หรืออาจมีเครื่องบินเช่าเหมาลำจากอียิปต์เข้าไปรับ
ส่วนสถานทูตไทยในอิหร่านที่มีเจ้าหน้าที่ 10 คน ยืนยันว่ายังไม่ได้รับผลกระทบ แต่ต้องดูความจำเป็นหลังอพยพคนไทยออกมาหมดแล้ว
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ประเมินสถานการณ์ว่าการสู้รบครั้งนี้กินพื้นที่กว้างกว่าเหตุการณ์สู้รบในอิสราเอลเมื่อปี 2567 เพราะกินพื้นที่กว้างกว่า ตั้งแต่ อิหร่าน , อิสราเอล , ยูเออี , บาห์เรน , กาตาร์ , คูเวต , จอร์แดน ไปจนถึงไซปรัส ส่วนคนไทยมีการประเมินว่าน่าจะได้รับผลกระทบกว่าแสนคน
ส่วนคนไทยในอิสราเอลประมาณ 65,000 คน ส่วนใหญ่ประสงค์ที่จะอยู่ต่อ เพราะมั่นใจในมาตรการสกัดกั้นขีปนาวุธของอิสราเอล
ด้านนางอุรษา มงคลนาวิน อธิบดีกรมเอเชียใต้ตะวันออกกลางและแอฟริกา รายงานสถานการณ์ว่า ข้อมูลจากหลายแหล่ง คาดว่าสถานการณ์จะยืดเยื้อออกไปอีก 4 สัปดาห์ และมีแนวโน้มที่สหรัฐฯ จะยกระดับความขัดแย้งขึ้นอีก ซึ่งพบว่ามีการโจมตีพื้นที่ต่าง ๆ ในอิหร่านอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกรุงเตหะราน มีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงเป้าหมายทางพลเรือน
โดยหลังจากนี้รัฐบาลจะจัดศูนย์แถลงข่าวฯ รับผิดชอบโดยกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อรายงานสถานการณ์ และอัปเดตข้อมูลให้ทราบต่อสาธารณะ