สนามข่าว 7 สี - พ่อค้ารับ-ส่งผลไม้ เกิดอาการสโตรก เส้นเลือดในสมองตีบเฉียบพลัน ขณะขับรถกระบะไปทำงาน พยายามประคองรถเข้าปั๊มน้ำมันเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่รถเสียหลักไปเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ ตำรวจนึกว่าเมาแล้วขับ จับใส่กุญแจมือไปโรงพัก จนอาการวิกฤต
นายธีระมิตร อายุ 42 ปี พ่อค้ารับ-ส่งผลไม้ พยายามสู้กับอาการสโตรก จากเส้นเลือดในสมองตีบเฉียบพลัน เหตุเกิดขึ้นในปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง อำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ช่วงประมาณ 03.30 น. วันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา
นายธีระมิตร พยายามขอความช่วยเหลือกับตำรวจ ด้วยการใช้สัญญาณมือซ้ำ ๆ กัน 2-3 ครั้ง เนื่องจากพูดไม่ได้แล้ว แต่ตำรวจกลับไม่สังเกตเห็น แค่ถ่ายภาพแล้วเดินไปรายงาน ทำให้ นายธีระมิตร พยายามจะลุกขึ้นนั่ง แต่ก็ไม่ไหว ล้มลงไปกระแทกรถจักรยานยนต์
นายธีระมิตร สังเกตเห็นอาการตัวเองไม่ค่อยดีมาตั้งแต่ก่อนจะเข้าปั๊มน้ำมัน จึงจอดแวะพักริมถนนอยู่พักหนึ่ง จากนั้นพยายามประคองรถเข้าไปในปั๊มน้ำมันเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่รถเสียหลักพุ่งชนรถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่ได้รับความเสียหาย ตำรวจเดินทางมาถึงจุดเกิดเหตุ เข้าใจว่า นายธีระมิตร อยู่ในอาการมึนเมา จึงวิทยุเรียกกำลังเสริม ก่อนควบคุมตัวใส่กุญแจมือ และนำขึ้นรถกระบะไปยังสถานีตำรวจ โดยไม่มีการประเมินอาการทางการแพทย์เบื้องต้น
เมื่อไปถึงโรงพัก กว่าตำรวจจะรู้ว่า นายธีระมิตร ไม่ได้เมา แต่มีอาการสโตรก ใช้เวลากว่าครึ่งชั่วโมง ส่งผลให้ นายธีระมิตร อาการวิกฤต 50/50 เนื่องจากเส้นเลือดในสมองแตก และมีเลือดออกมาก เนื้อสมองบางส่วนเสียหายจากการส่งตัวล่าช้า หากรอดชีวิตอาจกลายเป็นเจ้าชายนิทรา
นางชลินทร์รัตน์ ภรรยาของนายธีระมิตร หอบหลักฐานเข้าร้องขอความเป็นธรรมกับเพจสายไหมต้องรอด นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจฯ ได้พาครอบครัวของนายธีระมิตร ไปพบผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้ช่วยตรวจสอบและให้ความเป็นธรรม
ภรรยาของนายธีระมิตร ร่ำไห้บอกว่า ใจสลายที่เห็นคลิปสามีพยายามส่งสัญญาณมือขอความช่วยเหลือ แต่ตำรวจกลับไม่สังเกตเห็น ถ้าวันนั้นเขาได้รับความช่วยเหลือทันท่วงที อาการคงไม่หนักขนาดนี้
ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พาตำรวจ สภ.บางปะหัน มาร่วมชี้แจงลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ยืนยันว่า ตำรวจปฏิบัติหน้าที่ถูกต้อง แต่ส่วนที่ครอบครัวคาใจว่าไม่เห็นสัญญาณขอความช่วยเหลือ ยอมรับตัวเองก็ไม่สามารถสรุปได้ ต้องขอเวลาตรวจสอบข้อเท็จจริง
นายเอกภพ บอกว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุแบบนี้ จะเป็นไปได้หรือไม่ หากอนาคตเจอผู้มีอาการคล้าย ๆ กันนี้ จะกำหนดให้ส่งไปตรวจเช็กที่โรงพยาบาลก่อนดำเนินการตามกฎหมาย เพราะต่อให้ 100 คน จะเจอกรณีแบบนี้แค่ 1 คน แต่น่าจะดีกว่าการปล่อยให้มีใครต้องเป็นอะไรไป ซึ่งทางตำรวจรับว่าจะเสนอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติรับไปพิจารณา