พิรุธจัด บ้านหลังเดียวไม่มีชุมชนโดยรอบ ตั้งอยู่ริมพรมแดน ขอใช้อินเทอร์เน็ตแบบ Fix IP 6 วงจร ค่าเน็ตเดือนละ 4 แสน พบเป็นจุดลักลอบนำสัญญาณส่งไปฝั่งเมียนมา
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ผนึกกำลัง กสทช. และTRUE ตัดวงจรอินเทอร์เน็ตข้ามชาติ บุกทลายจุดลักลอบส่งเน็ตข้ามพรมแดนแม่สอด โยงแก๊งคอลเซนเตอร์ เจ้าหน้าที่ชุดตรวจค้น นำโดย เจ้าหน้าที่กลุ่มงานสนับสนุนฯ บก.ปอท. นำโดย พ.ต.ท.วิทวัส สิงห์โตแก้ว รอง ผกก.กลุ่มงานสนับสนุนฯ บก.ปอท. ร่วมกันตรวจค้น บ้านพัก ต.แม่ตาว อ.แม่สอด จ.ตาก ตามหมายค้นของศาลจังหวัดแม่สอด
เจ้าหน้าที่ตรวจยึดของกลาง ที่ใช้ในการกระทำความผิดประกอบด้วย อุปกรณ์โครงข่ายระดับองค์กร ประกอบด้วย Router และ Switch ประสิทธิภาพสูง พร้อมชุดแปลงสัญญาณและโครงข่ายสายสัญญาณความเร็วสูง ชุดคอมพิวเตอร์พร้อมอุปกรณ์บันทึกข้อมูล และนอกจากนี้ ชุดอุปกรณ์โครงข่ายสายสัญญาณความเร็วสูง อีกจำนวนมาก
คดีนี้ เจ้าหน้าที่กลุ่มงานสนับสนุนฯ บก.ปอท. ได้ประสานความร่วมมือกับ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด ให้ตรวจสอบผู้ขอใช้งานอินเทอร์เน็ตอันมีพฤติกรรมการใช้งาน และการขอติดตั้ง ต้องสงสัยว่ามีการลักลอบนำสัญญาณอินเทอร์เน็ตซึ่งอนุญาตให้บริการเฉพาะในพื้นที่ประเทศไทย ส่งข้ามแดนเพื่อนำไปงานภายนอกประเทศโดยผิดกฎหมาย โดยปรากฎข้อมูลการขอติดตั้งวงจรอินเทอร์เน็ตและใช้งานสัญญาณอินเทอร์เน็ต บบ Fix IP กว่า 6 วงจร ในบ้านพัก ต.แม่ตาว อ.แม่สอด จ.ตาก ที่เดียวกันทั้งหมด
จากสภาพแวดล้อมที่ตั้งของบ้านพัก มีพื้นที่ติดชายแดนประเทศไทย-เมียนมา โดยปรากฎเป็นบ้านเดี่ยว 1 ชั้น โดยไม่มีชุมชน หรือบ้านหลังอื่นใดอยู่โดยรอบ และพื้นที่ตรงข้ามชายแดนประเทศเมียนมาเป็นแหล่งชุมชนขนาดใหญ่ ซึ่งมีความต้องการในการใช้งานอินเทอร์เน็ตในการประกอบกิจกรรมสูง จึงเชื่อได้ว่าสัญญาณอินเทอร์เน็ตว่า 6 วงจร มีวัตถุประสงค์เพื่อลักลอบนำสัญญาณส่งไปยังผู้อาศัยในพื้นที่ตรงข้ามบ้านพักฯ (พื้นที่ประเทศเมียนมา) ใช้งาน โดยมีค่าบริการสัญญาณอินเทอร์เน็ตกว่า 400,000 บาท ต่อเดือน
การกระทำดังกล่าวเป็นความผิด พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม มาตรา 6 ร่วมกันมีและใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต มาตรา 11 ตั้งสถานีวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต และ พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม มาตรา 67(3) ผู้ใดประกอบกิจการโทรคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือใช้คลื่นความถี่ในการประกอบกิจการโทรคมนาคมโดยมิได้รับอนุญาต (3) ถ้าการกระทำความผิดเป็นการประกอบกิจการซึ่งกำหนดให้ต้องมี ใบอนุญาตแบบที่สามต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินสิบล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ