ลูกสาวพาพ่อปวดท้องรุนแรงรักษาโรงพยาบาลรัฐ  เจ้าหน้าที่ประเมินไม่ใช่ผู้ป่วยเคสสีแดง ให้รอ หวิดเสียชีวิต

ลูกสาวพาพ่อปวดท้องรุนแรงรักษาโรงพยาบาลรัฐ เจ้าหน้าที่ประเมินไม่ใช่ผู้ป่วยเคสสีแดง ให้รอ หวิดเสียชีวิต

View icon 43
วันที่ 10 มี.ค. 2569 | 14.27 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
ลูกสาวร้องสื่อพาพ่อมารักษาโรงพยาบาลรัฐ ใน จ.ชัยภูมิ ปวดท้องรุนแรง เจ้าหน้าที่ประเมินไม่ใช่ผู้ป่วยเคสสีแดง ให้นอนรอ ลูกตัดสินใจย้ายมา รพ.เอกชน เข้า ICU ด่วน พบติดเชื้อทางเดินอาหาร ไตวายเฉียบพลัน หวิดเสียชีวิต

วันนี้ (10 มี.ค.69) หญิงสาวอายุ 26 ปี ชาว อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ ร้องเรียนมายังทีมข่าว ช่อง 7HD ศูนย์ข่าวภาคอีสาน ว่าตนเองเกือบสูญเสียบิดาอันเป็นที่รัก อันเนื่องมาจาก บุคลากรทางการแพทย์ แผนกฉุกเฉิน โรงพยาบาลรัฐ ประจำอำเภอแห่งหนึ่งในพื้นที่ จ.ชัยภูมิ ประเมินว่าบิดาไม่ได้เป็นผู้ป่วยสีแดง อันเนื่องมาจากอาการภายนอกของบิดาไม่เข้าข่ายฉุกเฉิน จึงให้นอนรอพบหมอด้านนอก โดยไม่ทำอะไรให้ แม้กลับมารอบ 2 ด้วยอาการเดิม ยังต้องไปเข้าคิวคัดกรองใหม่ กระทั่งตนเองทนไม่ไหว ขอย้ายตัวพ่อมารักษายังโรงพยาบาลเอกชน ที่ จ.ขอนแก่น

โดยเมื่อถึงโรงพยาบาลแพทย์เร่งเจาะเลือดตรวจ ผลพ่อมีอาการติดเชื้อในทางเดินอาหารขั้นรุนแรง ,มีภาวะเลือดเป็นกรดสูง ค่าพุ่ง 20,000 และไตวายเฉียบพลัน  ต้องแอดมิทเข้าไอซียูและฟอกไตทันที หมอบอกหากมาช้ากว่านี้อาจช่วยไม่ทัน วอนหน่วยงานต้นสังกัดระดับสูง ช่วยตรวจสอบพฤติกรรมเพื่อปรับปรุงแก้ไข เพราะที่แห่งนี้ ไม่ได้มีเพียงตนคนเดียวที่โดน หลังโพสต์ลงโซเชียลก็มีคนเข้าแสดงความคิดเห็น บอกว่าพวกตนก็เคยถูกเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์แห่งนี้ปฏิบัติแบบนี้เช่นกัน

ผู้สื่อข่าวได้พบกับน้องออยังและแฟนหนุ่มอายุ 34 ปี เล่าให้ฟังว่า เหตุการณ์นี้ที่หวิดเสียพ่ออายุ 60 ปี ไป โดยเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมา โดยในช่วงเช้า ประมาณ 06.00น. คุณพ่อโทรมาบอกว่ามีอาการปวดท้อง ท้องเสีย ถ่ายเหลว และอาเจียน แต่เนื่องจากตนเองอยู่คนล่ะอำเภอกับพ่อ จึงได้ให้พี่ชายพาพ่อไปโรงพยาบาล กระทั่งเวลาประมาณ 09.00 น. หมอเข้ามาตรวจคลำที่ท้องและบอกว่าพ่อลำใส้อักเสบและให้นอนดูอาการ 2ชม. โดยมีการฉีดยาแก้อาเจียนให้ กระทั่งเวลาประมาณ 11.00 น.พ่อจึงขอหมอกลับบ้าน ผ่านไปประมาณ 1 ชม. พ่อมีอาการแบบเดิมอีก จึงให้พี่ชายพาพ่อกลับไปโรงพยาบาลเดิมอีก โดยจะขอเข้าห้องฉุกเฉินเลย เพราะมารอบที่ 2 น่าจะมีประวัติเดิมแล้ว แต่เจ้าหน้าที่บอกให้นำพ่อไปจุดผู้ป่วยนอก เพื่อซักประวัติและรอคิว ซึ่งตนเองก็ได้ตามไปที่โรงพยาบาล โดยเมื่อไปถึงตนพบว่าพ่อมีอาการตัวเหลืองซีด และเหงื่อออก จึงเข้าไปคุยกับเจ้าหน้าที่ เพื่อขอคิวก่อนเพราะพ่อมีโรคประจำตัวคือเบาหวาน และขอให้ใส่น้ำเกลือให้พ่อเพราะพ่อยังไม่ได้ทานอะไรตั้งแต่เช้า จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้เข้ามาซักประวัติพร้อมถามว่าได้ทานยาที่ให้ไปหรือไม่ ซึ่งพ่อก็บอกว่าทานแล้วแต่ก็ทานไม่ได้เยอะเพราะทานเข้าไปก็อาเจียนออกหมด เจ้าหน้าที่จึงบอกถ้าไม่ทานยาจะหายเหรอ ตนเองจึงบอกว่าตอนนี้พ่อทานอะไรก็อาเจียนออก ขอให้หมอมาตรวจก่อนได้ไหม ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็บอกว่าต้องรอเหมือนเดิม ตนเองจึงเดินไปในห้องฉุกเฉิน ซึ่งก็เห็นว่าเจ้าหน้าที่ 3-4 คนไม่ได้ติดคนไข้หรือทำอะไร ตนจึงไปขอให้ใส่น้ำเกลือให้พ่อ แต่ได้รับคำตอว่าต้องรอหมอเช่นเดิม ตนเองจึงถามว่าพ่อไม่ได้เข้าข่ายผู้ป่วยวิกฤตหรือ เจ้าหน้าที่ก็ตอบว่าไม่ได้เข้าข่ายจะเข้ามาในห้องฉุกเฉินได้อย่างไร ตนจึงบอกไปว่าต้องให้หายใจรวยรินเลยหรืออย่างไร จึงจะเข้ามาได้ ตนเองจึงตัดสินใจที่จะให้โรงพยาบาลเอกชนมารับพ่อ โดยรอรถพยาบาลประมาณ 1.30 ชม. รถก็มารับ เมื่อเดินทางมาถึงโรงพยาบาล แพททย์ก็เจาะเลือดตรวจ รอผลประมาณ 30 นาที ผลตรวจเลือดก็ออกมา พบว่าพ่อมีภาวะไตวายเฉียบพลัน มีภาวะเลือเป็นกรดสูง 20,000  และติดเชื้อในทางเดินอาหาร ต้องเข้าห้องไอซียูโดยด่วน และต้องเร่งฟอกไต ซึ่งหมอยังบอกอีกว่าหากมาช้ากว่านี้พ่ออาจแย่กว่านี้  

“ตอนนั้นตนเองก็เป็นห่วงพ่อมาก เพราะพ่อซีดเหลืองไปหมด ซึ่งก็ได้ถามย้ำทำไมพ่อเข้าห้องฉุกเฉินไม่ได้ เจ้าหน้าที่ก็บอกเพียงพ่อไม่ได้วิกฤต ต้องไปรอก่อน แต่ตนเองเห็นว่าพ่อรอไม่ได้เเล้วเพราะรอบแรกพ่อก็ไปแล้ว ก็ไม่ได้ดีขึ้น ไม่ได้ใส่น้ำเกลือให้ พอไปรอบ2ก็ไม่น่าได้ถามประวัติอะไรอีก เพราะห่างกันเพียง 1ชม. น่าจะนำเข้าห้องฉุกเฉินไปได้เลย แต่ก็ไม่ทำ”

น้องออย บอกอีกว่า หลังเหตุการณ์ตนเองมีการโพสต์ลงเฟซบุ๊กของกลุ่มอำเภอ ก็มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็น ว่าเกิดกรณีคล้ายกับตนเองหลายครั้ง  ในด้านการบริการ เคยมีการร้องเรียนแล้วแต่ก็เงียบหายไม่มีอะไรดีขึ้น

โดยหลังโพสก็มีทัวร์มาลงที่ตนเอง โดยมีบุคลากรทางการแพทย์กมาตอบตนเอง ว่าอย่ามาดราม่า ให้คนมาเกลียดโรงพยาบาล ทั้งที่ตนเองเพียงชี้แจงในมุมของตนเองว่าทำไมการบริกราจึงเป็นเช่นนี้ รวมถึงในการใช้คำพูด ในการดูแล เอาอะไรมาวัดว่าผู้ป่วยไม่วิกฤต ทั้งที่ไม่ได้ตรวจวินิจฉัย ไม่ได้เจาะเลือดไม่ได้ทำอะไรเลย แต่พอมาถึงเอกชน ก็มีการเจาะเลือดตรวจให้อย่างละเอียด และบอกว่าถ้าช้ากว่านี้พ่ออาจจะไม่รอด ซึ่งตอนนี้พ่อเพิ่งได้ออกจากไอซียู หลังจากอยู่ในนั้น 3  คืน หลังฟอกไตและให้ยาฆ่าเชื้อหลายตัว ตอนนี้คุณพ่อก็อาการดีขึ้น  อยากฝากถึงโรงพยาบาลรัฐ ในด้านบริการ ถ้าเกิดคนไข้ไม่มีเงิน อาจไม่โชคดีแบบตนเองก็เป็นได้ เพราะคนร้องเรียนก็เยอะแต่ไม่มีการปรับปรุง จึงอยากให้หน่วยงานเบื้องบนเข้ามาตรวจสอบด้านการบริการของพยาบาล ส่วนหมอก็พูดสุภาพ โอเค ยังเหลือเพียงพยาบาล ในด้าน คำพูด ด้านการบริการ ซึ่งหากเป็นคนชรามาหาหมอไม่มีช่องทางร้องเรียน อย่างตนเอง ทั้งนี้ตนเองยังคิดว่าหากคุณพ่อออกจากโรงพยาบาลและกลับชัยภูมิแล้ว ตนเองจะเข้าร้องเรียนกับหน่วยงานของรัฐ อย่างสาธารณสุขจังหวัดชัยภูมิ เพื่อให้ผู้ใหญ่ลงมาดู จะได้มีการแก้ไขให้ดีขึ้น คนป่วยทุกข์มากแล้ว อย่าให้เสียความรู้สึกเวลาไปโรงพยาบาลเลย แต่ตอนนี้ขอรักษาพ่อก่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง