ทรัมป์ ประกาศให้กองทัพสหรัฐฯ ถล่มชายฝั่งและจมเรืออิหร่านทุกลำที่ขวางทาง พร้อมเรียกร้องให้ชาติพันธมิตรส่งกองเรือรบคุ้มครองเส้นทางเดินเรือสากลให้กลับมาปลอดภัย
(15 มี.ค.69) เข้าสู่วันที่ 2 ของสัปดาห์ที่ 3 แล้ว กับสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ปฏิบัติการโจมตีล่าสุดของกองทัพสหรัฐฯ พุ่งเป้าไปที่ "เกาะคาร์ก" หัวใจสำคัญทางเศรษฐกิจ เพราะเป็นท่าเรือส่งออกน้ำมันที่สำคัญของอิหร่านถึง 90%
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ย้ำว่า เหตุผลที่กองทัพ ทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันบนเกาะดังกล่าว เพราะอิหร่านขัดขวางการเดินเรืออย่างเสรีและความปลอดภัยผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz)
โดนัล ทรัมป์ ยังประกาศให้กองทัพสหรัฐฯ ถล่มชายฝั่งและจมเรืออิหร่านทุกลำที่ขวางทาง พร้อมเรียกร้องให้ชาติพันธมิตรอย่าง จีน ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอังกฤษ ส่งกองเรือรบมาร่วมปฏิบัติการคุ้มครองเส้นทางเดินเรือสากลให้กลับมาปลอดภัย ใช้งานได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด
อิหร่าน ไม่อยู่เฉย เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลัง "เกาะคาร์ก" ถูกโจมตี ก็ส่งโดรนเข้าทำลายคลังน้ำมันและท่าเรือส่งออกในเมือง "ฟูไจราห์" สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเติมเชื้อเพลิงเรือและท่าเรือส่งออกน้ำมันดิบที่สำคัญ
เมืองฟูไจราห์ ตั้งอยู่นอกช่องแคบฮอร์มุซ เป็นเส้นทางส่งออกน้ำมันดิบของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประมาณวันละ 1 ล้านบาร์เรล หรือคิด 1% ของความต้องการทั่วโลก
นับตั้งแต่การสู้รบ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ มีเรือถูกโจมตีแล้วอย่างน้อย 16 ลำ รวมถึงเรือไทย MAYUREE NAREE ที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นไปตามคำขู่ของกองกำลังอิหร่าน
สื่อต่างประเทศรายงานข้อมูลการเดินเรือ ยืนยันว่า การจราจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ลดลงอย่างน่าตกใจจากปกติ 150 ลำต่อวัน เหลือเพียง 1-4 ลำเท่านั้น บางวันเป็นศูนย์ ลดลงกว่า 90-97%
ตามรายงานแจ้งว่า ขณะนี้ มีเรือเดินสมุทรประมาณ 1,000 ลำ และลูกเรือกว่า 20,000 ชีวิต ติดค้างอยู่ในพื้นที่อ่าวอาหรับและอ่าวโอมาน ไม่สามารถขยับเขยื้อนได้เนื่องจากความเสี่ยงสูง ชี้ให้เห็นว่า นี่คือวิกฤตที่หนักกว่าสงครามเรือบรรทุกน้ำมันยุค 1980 หลายเท่า และอาจยืดเยื้อนานนับเดือนหากไม่มีการจัดขบวนเรือคุ้มกัน (Convoy) จากนานาชาติ