ปชป. เสนอ 2 แนวทาง แก้ราคาน้ำมัน ผ่า 5 ปมวิกฤต จี้รัฐบาลจัดการอย่างเป็นธรรม ย้ำ วางแผนเป็นระบบ-สื่อสารโปร่งใส

ปชป. เสนอ 2 แนวทาง แก้ราคาน้ำมัน ผ่า 5 ปมวิกฤต จี้รัฐบาลจัดการอย่างเป็นธรรม ย้ำ วางแผนเป็นระบบ-สื่อสารโปร่งใส

View icon 53
วันที่ 17 มี.ค. 2569 | 17.43 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
ปชป. เสนอลดภาษีสรรพสามิต-เก็บค่าธรรมเนียม “ลาภลอย” โรงกลั่น ลิตรละ 3 บาท แก้ราคาน้ำมัน ผ่า 5 ปมวิกฤต จี้รัฐบาลจัดการอย่างเป็นธรรม ย้ำ "วางแผนเป็นระบบ-สื่อสารโปร่งใส" 

วันนี้ (17 มี.ค.69) นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงสถานการณ์น้ำมันว่า พรรคประชาธิปัตย์มีข้อเสนอเพื่อเป็นทางออกสำหรับแก้ปัญหาราคาดีเซลให้กับรัฐบาลและโรงกลั่น โดยไม่ควรปล่อยให้ประชาชนรับภาระอยู่ฝั่งเดียว ดังนั้น ทุกฝ่ายควรมีส่วนร่วมเพื่อลดภาระประชาชนและภาคเอกชนในสภาวการณ์ปัจจุบัน คือ 1. รัฐบาลลดภาษีสรรพสามิตทันที ลิตรละ 6 บาท 2. เก็บค่าธรรมเนียม “ลาภลอย” จากโรงกลั่นลิตรละ 3 บาท จากข้อเสนอ 2 ข้อนี้ จะทำให้เกิดผลลัพธ์ได้ทันที คือ ลดการชดเชยกองทุนน้ำมันลงถึง 9 บาท และ ประหยัดเงินกองทุนได้วันละ 600 ล้านบาท หรือลดลงกว่าครึ่งหนึ่ง

“มาตรการนี้จะช่วยให้กองทุนน้ำมันทำหน้าที่ดูแลราคาได้ต่อเนื่องข้ามช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นช่วงที่ประชาชนมีความต้องการใช้พลังงานสูง สิ่งที่ประชาชนต้องการในยามวิกฤต คือการวางแผนที่เป็นระบบ การสื่อสารที่โปร่งใส และการบริหารจัดการที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย" นายกรณ์ กล่าว

การที่พรรคฯ มีข้อเสนอดังกล่าว เกิดจากการที่สถานการณ์พลังงานในปัจจุบันกำลังส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง จึงต้องการสร้างความเข้าใจและเสนอแนะแนวทางที่จะช่วยให้พี่น้องประชาชนก้าวผ่านวิกฤตค่าครองชีพในครั้งนี้ไปได้อย่างยั่งยืน โดยสถานการณ์พลังงานมีประเด็นสำคัญอยู่ 5 ด้าน ที่รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งแก้ไข ประกอบด้วย

1. ความเป็นธรรมเรื่องราคา ใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์? ขณะที่ประชาชนต้องแบกรับภาระราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ทั้งที่จ่ายหน้าปั๊มและที่แฝงอยู่ในหนี้กองทุนน้ำมันซึ่งต้องชดใช้ในอนาคต แต่ในทางกลับกัน ฝ่ายโรงกลั่นยังมีส่วนต่างกำไร (Margin) ที่สูงมากเมื่อเทียบกับต้นทุน รวมถึงรัฐบาลที่ยังคงเก็บภาษีในอัตราเดิมอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย จึงเกิดคำถามถึงความสมดุลและความเป็นธรรมในการกระจายภาระครั้งนี้

2. วิกฤตการเข้าถึง เมื่อน้ำมันหน้าปั๊มขาดแคลน ปัญหาน้ำมันขาดปั๊มไม่ได้เกิดจากปริมาณสำรองไม่เพียงพออย่างเดียว แ0ต่เกิดจากโครงสร้างราคาที่ผิดเพี้ยน เมื่อราคาขายส่งภาคอุตสาหกรรมสูงกว่าราคาหน้าปั๊ม ทำให้ภาคธุรกิจแห่มาซื้อน้ำมันที่ปั๊มแทน ประกอบกับการส่งน้ำมันจากคลังที่ลดลง ส่งผลให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนกและขาดความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้

“ตอนนี้สถานการณ์น้ำมันที่หน้าปั๊มขาดแคลน ขณะที่รัฐบาลส่งสัญญาณว่า ‘stock’ น้ำมันมีเพียงพอ แต่บริหารผิดพลาด เนื่องจากราคาที่ตลาดดีเซลมีสองราคา คือราคาขายส่งให้ภาคอุตสาหกรรม และราคาหน้าปั๊ม  โดยที่ราคาส่งปัจจุบันสูงกว่าราคาหน้าปั๊มมาก เพราะไม่ได้รับการชดเชยจากกองทุนน้ำมัน จึงทำให้ภาคอุตสาหกรรมมาซื้อหน้าปั๊มแทน และทำให้เกิดการขาดแคลน ในขณะเดียวกันปั๊มน้ำมันรายงานว่าคลังน้ำมันส่งน้ำมันให้ปั๊มน้อยกว่าปกติ บวกกับประชาชนตื่นตระหนก จึงยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลง ซึ่งสาเหตุที่ประชาชนตื่นตระหนก เป็นเพราะน้ำมันขาดแคลนจริง และประชาชนเชื่อว่ารัฐบาลเอาไม่อยู่ กับการดูแลราคา” นายกรณ์ กล่าว

3. ผลกระทบลูกโซ่ ปากท้องประชาชนคือหัวใจ วิกฤตน้ำมันไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่ปั๊ม แต่ได้ลามไปถึงต้นทุนการผลิตของเกษตรกร โดยเฉพาะปัญหาปุ๋ยขาดแคลน และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไปที่พาเหรดกันปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่อเงินในกระเป๋าของทุกครัวเรือนโดยตรง

4. ฟันเฟืองเศรษฐกิจที่อ่อนแรง ภาคการท่องเที่ยวและการส่งออก ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจไทย กำลังได้รับผลกระทบจากต้นทุนการขนส่งที่พุ่งสูงขึ้น รวมถึงพี่น้องชาวประมงที่ต้องแบกรับราคา "น้ำมันเขียว" ที่แพงขึ้นจนแทบแบกรับไม่ไหว สิ่งเหล่านี้ต้องการการดูแลที่ทั่วถึงและทันท่วงที

5. ความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว ความสำคัญของการจัดหาแหล่งพลังงาน โดยเฉพาะก๊าซ LNG สำหรับการผลิตไฟฟ้า ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของความมั่นคงของชาติที่รัฐบาลต้องมีแผนงานที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากกว่าที่เป็นอยู่

"สิ่งที่ประชาชนต้องการในยามวิกฤต คือการวางแผนที่เป็นระบบ การสื่อสารที่โปร่งใส และการบริหารจัดการที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย รัฐบาลจะต้องรับฟังเสียงสะท้อนจากทุกภาคส่วน เพื่อนำไปปรับปรุงการทำงาน เพราะความเข้าใจและความร่วมมือกันอย่างจริงจังเท่านั้น ที่จะช่วยให้ประเทศไทยก้าวข้ามความท้าทายนี้ไปได้ด้วยความมั่นคงและยั่งยืน” นายกรณ์ กล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง