สทนช.ภ.3 ปรับใหญ่แผนแม่บทลุ่มน้ำชี รับมือน้ำท่วม-ภัยแล้ง

สทนช.ภ.3 ปรับใหญ่แผนแม่บทลุ่มน้ำชี รับมือน้ำท่วม-ภัยแล้ง

View icon 39
วันที่ 18 มี.ค. 2569 | 10.50 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
สทนช.ภ.3 รุกปรับใหญ่แผนแม่บทลุ่มน้ำชี รับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง ทั้งน้ำท่วม และภัยแล้งซ้ำซากยาวนาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติภาค 3 (สทนช. ภ.3) ร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดประชุมปฐมนิเทศและการประชุมรับฟังความคิดเห็น โครงการศึกษาจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำชี ปรับปรุงช่วงที่ 1 (พ.ศ. 2566 - 2580) เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง นำกระบวนการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) มาใช้เป็นกรอบหลักในการจัดทำแผน พร้อมขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเชิงพื้นที่และการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียครอบคลุมทุกลุ่มอย่างต่อเนื่อง ผ่านเวทีปฐมนิเทศ เวทีย่อย และเวทีปัจฉิมนิเทศรวม 19 ครั้ง ครอบคลุมทุกลุ่มน้ำสาขา ก่อนสรุปผลเพื่อจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของลุ่มน้ำชีที่ ชัด วัดผลได้ และนำไปใช้จริง สร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำชี อย่างยั่งยืน

นายธรรรมพงศ์ เนาวบุตร ผู้อำนวยการ สทนช. ภ.3) กล่าวว่า ลุ่มน้ำชีเผชิญปัญหาซ้ำชาก ทั้งปัญหาอุทกภัย จากฝนตกหนักติดต่อกัน ลุ่มน้ำย่อยต่าง ๆ มีความสามารถในการระบายน้ำต่ำ เกิดน้ำหลากล้นตลิ่ง อีกทั้งสิ่งกีดขวางทางน้ำทำให้น้ำหลากไหลออกจากพื้นที่ได้ช้า โดยเฉพาะพื้นที่ชุมชนและเศรษฐกิจที่มีถนนเป็นเส้นทางคมนาคมหลัก การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินทำให้สภาพของพื้นที่ เปลี่ยนแปลงมีผลให้ระบายน้ำได้ช้าลง ข้อจำกัดด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อมทำให้ไม่สามารถพัฒนาโครงการอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่หรือกลางสำหรับชะลอ หรือเก็บกักน้ำหลาหลากจากต้นน้ำได้ นอกจากนั้นสภาพภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่มความลาดชันของบางพื้นที่และบางลำน้ำค่อนข้างต่ำ ทำให้ระบายได้ช้า

ในส่วนของภัยแล้ง ในเขตชลประทาน ฝนไม่ตกตามฤดูกาลปริมาณน้ำเก็บกักของอ่างเก็บน้ำ ฝ่าย ซึ่งเป็นน้ำต้นทุนในช่วงฤดูแล้งไม่เพียงพอ แหล่งเก็บกักน้ำบางแห่งยังไม่มีการบริหารจัดการและระบบส่งน้ำไม่มีประสิทธิทธิภาพเพียงพอ ทำให้พื้นที่ด้านท้ายน้ำขาขาดน้ำรุนแรง รวมทั้งการลดลงของต้นน้ำ จากการตัดไม้ทำลายป่า เพื่อขยายพื้นที่เกษตรกรรม และชุมชนเมือง และความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งในภาคการเกษตร ภาคการอุตสาหกรรม และภาคครัวเรือน อีกทั้งปัญหาน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมน้ำเสียจากภาคการเกษตร น้ำเสียจากภาคครัวเรือน ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นพื้นที่ทั้งสิ้น

เมื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้วเกิดถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้น การแก้ปัญหารายกรณีไม่เพียงพออีกต่อไป สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ จึงต้องเร่งปรับปรุงแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำลุ่มน้ำชี เพื่อมองภาพรวมของทั้งลุ่มน้ำ วางทิศทางพัฒนาให้ชัด จัดลำดับความสำคัญของแผนงานโครงการอย่างเป็นระบบ ลดการทำงานซ้ำช้อน และยึดข้อมูลเชิงพื้นที่ควบคู่กับการรับฟังเสียงของคนในพื้นที่ลุ่มน้ำชี เพื่อนำมามาประกอบในการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์

สำหรับแนวทางการศึกษาและจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรนน้ำในเขตลุ่มน้ำชี ใช้หลักการของการบริหารจัดการทรัพยากรนน้ำแบบองค์รวม IWRM (Integrated Water Resource Management)  มาดำเนินการศึกษาโดยคำนึงถึงทุกปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจ วิศวกรรม และการผู้ส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย นอกจากนั้นแล้ว การศึกษาจะต้องสอดคล้องกับแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ( พ.ศ.2566 - 2580) และแผนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยนำกระบวนการศึกษาการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ จัดทำโดย สำนักงานสภาพัฒนากาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มากำหนดแนวทางการพัฒนาแผนงาน ในระดับลุ่มลุ่มน้ำพิจารณาทางเลือกต่าง ๆ ในการพัฒนาแบบบูรณาการ พร้อมคัดเลือกทางเลือกที่เหมาะสม และนำไปบูรณาการกับการจัดทำแผนแม่บทฯ เพื่อให้แผนแม่บทฯ ลงถึงระดับพื้นพื้นที่และยืนอยู่บนความต้องการของคนในลุ่มน้ำ

การดำเนินโครงการได้ออกแบบการมีส่วนร่วมแบบเข้มชั้นตลอดกระบวนการ ผ่านการจัดประชุมรวม 19 เวที ครอบคลุมถึงระดับลุ่มน้ำสาขา ไปจนถึงระดับภาพรวมทั้งลุ่มน้ำ เพื่อรับข้อมูลเชิงลึกจากผู้เกี่ยวข้องหลากหลายกลุ่ม สะท้อนความต้องการ และข้อห่วงกังวลของคนลุ่มน้ำ ผ่านการประชุมรับฟังความคิดเห็น โดยในช่วงเริ่มต้นเป็นเวทีปฐมนิเทศโครงการและประชุมรับฟังความคิดเห็นซึ่งจัดขึ้น 2 ครั้ง คือที่ จ.ขอนแก่น ในวันที่ 17 มี.ค. 69 และที่ จ.ยโสธร ในวันที่ 18 มี.ค. 69 เพื่อแนะนำโครงการ รวมทั้งทั้งจัดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มต่าง ๆ ครอบคลุมพื้นที่ลุ่มน้ำชี เวทีละประมาณ 160 คน

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการศึกษาโครงการ จะมีการจัดเวทีประชุมกลุ่มย่อยเพื่อสื่อสารความคืบหน้าโครงการและรับฟังความคิดเห็นอีก 3 ครั้ง ครั้งละ 5 เวที รวม 15 เวที และในช่วงสรุปผลโครงการจะมีการจัดเวทีการประชุมปัจฉิมนิเทศหลังจากจัดทำร่างผลการศึกษาแล้วเสร็จอีก 2 เวที เพื่อเปิดพื้นที่ให้หน่วยงาน ภาคประชาสังคม เครือข่ายล่มนำ และประชาชนร่วมพิจารณาทิศทางพัฒนา กำหนดทางเลือกและมาตรการสำคัญของแผน ก่อนสรุปเป็นแผนแม่บทลุ่มน้ำชีฉบับสมบูรณ์ที่คนลุ่มน้ำชีเป็นเป็นเจ้าของร่วมกัน

นายธรรรมพงศ์ กล่าวอีกว่า ตลอดระยะเวลา 540 วันของการศึกษาโครงการ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติคาดหวังผลลัพธ์ที่สำคัญ คือได้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำชี ที่บูรณาการรอบด้านครอบคลุม 3 มิติ คือ มิติด้านเศรษฐกิจสังคม และสิ่งแวดล้อม สร้างความมั่นคงด้านน้ำ แก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง น้ำเสีย และรองรับความต้องการน้ำของทุกภาคส่วน รวมทั้งได้กรอบแผนงานโครงการ 20 ปี พร้อมแผนปฏิบัติการ 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 (2566-2570) ระยะที่ 2(2571-2575) ระยะที่ 3 (2576-2580) ที่หน่วยงานรัฐสามารถนำไปดำเนินการได้ได้ทันที

ทั้งหมดนี้จะเกิดการยอมรับจากทุกภาคส่วน เพราะทุกขั้นตอนของโครงการดำเนินงานผ่านการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำชื่อย่างครอบคลุม และต่อเนื่องจากเริ่มต้นจนสิ้นสุดโครงการ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เชื่อมั่นว่าแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำชีฉบับปรับปรุงนี้ จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ลุ่มน้ำชี มีความมั่นคงคงด้านทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน สามารถรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และพร้อมรับมือกับความท้าทายจากภัยธรรมชาติในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง