ส.อ.ท. เผยเหตุโกลาหลหน้าปั๊ม จ็อบเบอร์ภาคอุตสาหกรรม-เกษตร ต้องออกมาซื้อน้ำมันหน้าปั๊มแข่งกับ ปชช. แก้ไม่ตรงจุดหากสถานการณ์ยืดเยื้อจะยิ่งโกลาหล จ่อเสนอรัฐชะลอส่งออกเศษเหล็ก อลูมิเนียม กระดาษ ตลาดโลกเริ่มขาดแคลน ควรเก็บไว้ใช้เป็นวัตถุดิบในประเทศ
วันนี้ (18 มี.ค.69) นายเกรียงไกร เธียรนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ความโกลาหลที่เกิดขึ้นในสถานีบริการน้ำมันที่คนแห่ไปเติมน้ำมันจนปั๊มน้ำมันขาดแคลน สืบเนื่องจากราคาน้ำมันเขย่งกันอยู่ โดยราคาน้ำมันขายปลีกหน้าปั๊ม มีกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนอยู่ เพื่อให้ราคาจำหน่ายไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร แม้ว่าล่าสุดราคาดีเซลปรับขึ้นมา 50สต./ลิตร อยู่ที่ 30.44บาท/ลิตร แต่ราคาที่ผู้ค้ารายย่อยที่เป็นคนกลาง หรือจ็อบเบอร์ ซื้อจากโรงกลั่นและผู้ค้ารายใหญ่เพื่อขายให้ภาคอุตสาหกรรม การเกษตร และปั๊มที่ไม่มีแบรนด์ เป็นราคาที่สะท้อนตามกลไกตลาด ซึ่งแพงกว่าราคาหน้าปั๊มลิตรละ 11-12 บาท
หากสถานการณ์สู้รบยิ่งยืดเยื้อราคาขายน้ำมัน 2 กลุ่มยิ่งถ่างออกมากขึ้น จะยิ่งโกลาหลอีก เพราะขณะนี้ภาคอุตสาหกรรมบางรายไม่รอ เพราะไม่ต้องการหยุดเครื่องจักร ก็ไปซื้อน้ำมันที่หน้าปั๊มที่มีราคาถูกกว่า ดังนั้นเพื่อเป็นการแก้ปัญหาให้ตรงจุด อยากเสนอให้ภาครัฐให้กองทุนน้ำมันฯ อุดหนุนราคาน้ำมันที่ขายให้กับจ็อบเบอร์ด้วย เพื่อไม่ให้ราคาน้ำมันต่างกันไปมากกว่านี้ ขณะเดียวกันก็เพิ่มจำนวนเที่ยวรถขนส่งน้ำมันให้มากขึ้นเพื่อกระจายการขนส่งน้ำมันไปถึงปั๊มให้มากที่สุด
ส่วนรัฐจะให้กองทุนน้ำมันฯอุดหนุนราคาน้ำมันที่ขายให้กับจ็อบเบอร์เท่าไรนั้น ขึ้นกับการพิจารณา ยอมรับว่าในอดีตช่วงการสู้รบระหว่างรัสเซีย-ยูเครน กองทุนน้ำมันฯอุดหนุนราคาน้ำมัน ส่งผลให้ฐานะกองทุนน้ำมันฯขาดทุน1.3 แสนล้านบาท หลังจากนั้นฐานะกองทุนฯดีขึ้นจนเป็นบวก ก่อนที่จะกลับมาติดลบอีกครั้งราว 1.5 หมื่นล้านบาท หลังเกิดการสู้รบระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลและสหรัฐฯ
สำหรับราคาน้ำมันดีเซลที่ระดับ 33 บาทต่อลิตร ภาคอุตสาหกรรมยังสามารถรับได้ แต่หากปรับเพิ่มกว่านี้ จะเริ่มส่งผลกระทบชัดเจน เพราะหากปรับขึ้น 1-2 บาทต่อลิตร ต้นทุนขนส่งเพิ่มราว 3-5% หากเพิ่ม 2-4 บาทต่อลิตร ต้นทุนขนส่งอาจพุ่ง 5-12% และราคาสินค้าปรับขึ้น 3-5% หากเพิ่มเกิน 4 บาทต่อลิตร จะกระทบรุนแรงใกล้เคียงวิกฤตราคาพลังงาน ช่วงการสู้รบรัสเซีย-ยูเครน
ในส่วนของวัตถุดิบอุตสาหกรรม เช่น เหล็ก อลูมิเนียม และเม็ดพลาสติก ในระยะสั้นยังสามารถบริหารจัดการได้ แต่เริ่มมีสัญญาณตึงตัว ภาคเอกชนจึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ชะลอการส่งออกวัตถุดิบบางประเภท เช่น เศษเหล็ก เพื่อรักษาสมดุลภายในประเทศ
นอกจากนี้ ผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง นอกจากจะทำให้ราคาพลังงานปรับสูงขึ้นแล้ว ยังมีผลทำให้วัตถุดิบปิโตรเคมีขาดแคลน รวมทั้งกระทบราคาปุ๋ย และแร่ต่างๆเช่น เหล็ก อลูมิเนียม แต่การขาดแคลนวัตถุดิบปิโตรเคมี ที่เดิมนำเข้าจากตะวันออกกลาง ทำให้บางโรงงานต้องหยุดชั่วคราว ส่งผลให้ราคาเม็ดพลาสติกขยับขึ้น เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหามีการหันไปนำเข้าจากจีน
ขณะนี้วัสดุก่อสร้างราคาจะเริ่มขยับขึ้น หลังจากปริมาณเหล็กในตลาดหายไปบางส่วน เนื่องจากอิหร่านเคยเป็นผู้ส่งออกเหล็กรายใหญ่ของโลก เมื่อเกิดสงครามทำให้ชะลอการส่งออกเศษเหล็ก เพื่อรักษาสมดุลในประเทศ