วิกฤติน้ำมันไม่ทิ้งกัน ปั๊มคิงคองบางจากปราณบุรี จัดโควตาพิเศษช่วยเกษตรกรตัวจริงให้นำถังและแกลลอนมาใส่น้ำมันได้ ครั้งละ 2,000 บาท ทุกวันอังคาร ศุกร์ เพื่อไปใช้ในเครื่องจักรกล และเครื่องสูบน้ำ
25 มีนาคม 2569 ที่ศูนย์ให้บริการน้ำมันคิงคองบางจาก อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายไพศาล เลิศธาดา เจ้าของผู้ให้บริการน้ำมันบางจาก จัดทำโครงการพิเศษเปิดโควตาช่วยเกษตรกร ชาวไร่ ชาวสวน ซึ่งในอำเภอปราณบุรี เป็นพื้นที่มีการทำอาชีพเกษตรกรรมเป็นอันดับต้นๆ อาทิ สับปะรด มะม่วง ขนุน ทุเรียน เงาะ มังคุด หว่านหางจระเข้ ผลไม้ต่างๆ เป็นพืชที่ต้องการใช้น้ำ ถ้าขาดน้ำต้นไม้ก็จะตายได้
เกษตรกรหลายรายได้รับผลกระทบด้านน้ำมันเติมรถเครื่องจักรกล และเครื่องยนต์การเกษตร เครื่องสูบน้ำ ซึ่งจะต้องซื้อนำใส่แกลลอนไปเติมเพื่อให้เกิดความสะดวก แต่หลายปั๊มมีการห้ามไม่ให้ใส่แกลลอน หรือจำกัดปริมาณการซื้อใส่แกลลอนเหลือเพียง 150-200 บาทเท่านั้น เพื่อป้องกันการกักตุนน้ำมัน ทำให้เกษตรกรได้รับความลำบากเนื่องจากปริมาณน้ำมันไม่เพียงพอกับการใช้ทำการเกษตร และเสี่ยงที่จะทำให้พืชผลทางการเกษตรได้รับความเสียหาย
นายไพศาล เจ้าของปั๊มคิงคองบางจาก สาขาปราณบุรี ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเกษตรกรด้วยการจัดทำโครงการโควตาพิเศษ ให้เกษตรกรตัวจริง เพื่อให้มั่นใจว่าน้ำมันจะถึงมือชาวไร่ ชาวสวน ที่มีความจำเป็นจริงๆ
โดยรายละเอียดเงื่อนไขและการรับสิทธิ์ เพื่อให้ความช่วยเหลือกระจายไปอย่างทั่วถึงและป้องกันการสวมสิทธิ์ ทางปั๊มได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ เกษตรกรต้องนำสมุดจดแจ้งทะเบียนเกษตรกร เล่มสีเขียว (ตัวจริง) มาแสดงเพื่อยืนยันตัวตน บัตรเหลืองคิวพิเศษเมื่อตรวจสอบหลักฐานผ่าน ทางปั๊มจะออกบัตรสีเหลืองให้เป็นสัญลักษณ์โควตาและอนุญาตให้นำถังหรือแกลลอนมาเติมน้ำมันได้ทุกชนิด เพื่อความสะดวกในการนำไปใช้ในไร่สวน สำหรับเครื่องสูบน้ำ รถไถ เครื่องทางการเกษตร ซึ่งจำกัดโควตาน้ำมัน (ดีเซล/เบนซิน) เติมครั้งละไม่เกิน 2,000 บาท แก๊สโซฮอล์ 200 บาท
เพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำมันที่ได้รับจัดสรรมา ทางปั๊มกำหนดช่วงเวลาช่วยเหลือให้บริการ: ทุกวัน อังคาร และ วัน ศุกร์ เริ่มตั้งแต่ 07.00 น.เป็นต้นไป (จนกว่าน้ำมันจะหมด) ระยะเวลาโครงการ: ดำเนินการต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์น้ำมันจะเข้าสู่ภาวะปกติ ทางปั๊มขอสงวนสิทธิ์และเน้นย้ำการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรในเขตอำเภอปราณบุรีและพื้นที่ใกล้เคียง ได้แก่ ประชาชนที่อยู่เขื่อนปราณบุรี ,บ้านเนินพะยอม , บ้านเขาจ้าว ,บ้านท่าไม้ลาย ,บ้านป่าหมาก รวมถึงพื้นที่ชุมชนเกษตรกรรมใกล้เคียง
ด้านเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียน ปาล์มน้ำมัน กล้วย และพืชผัก เปิดใจกับผู้สื่อข่าวว่า การที่เจ้าของปั๊มใช้วิธีนี้ก็ดี เนื่องจากสามารถซื้อน้ำมันได้มากขึ้น แต่ปริมาณน้ำมัน 2,000 บาทที่ซื้อไปแต่ละครั้งยังไม่เพียงพอสำหรับทำการเกษตร ซึ่งมีพื้นที่เพาะปลูกจำนวนหลาย 10 ไร่ เพราะการสูบน้ำรดทุเรียนในช่วงยามหน้าแล้งแบบนี้น้ำมัน 2,000 บาทวันเดียวก็หมดแล้วและอยู่ห่างไกลปั๊มหลายสิบกิโลเสียเวลาเดินทางไกล โดยที่ผ่านมาเวลาออกจากไร่สวนเข้าสู่ตัวเมืองเพื่อมาซื้อน้ำมันในแต่ละครั้งก็จะซื้อไปคราวละมากๆเพื่อให้เพียงพอต่อการใช้งานในไร่สวนแต่ละสัปดาห์หรือต่อเดือน แต่ในยามวิกฤตแบบนี้เจ้าของปั๊มจำกัดให้ซื้อครั้งละ 2,000 บาทก็ยังดีกว่าไม่มี และตนก็ใช้วิธีไปหาซื้อเพิ่มจากปั๊มอื่นๆที่ขายใส่แกลลอนเพิ่มเติม