“พิพัฒน์” ยันรัฐบาลจะแบกราคาน้ำมันจนถึงที่สุด ก่อนปล่อยลอยตัว ติด GPS รถบรรทุกน้ำมันทุกคัน ป้องลักลอบ-กักตุน คาดภายใน 1 สัปดาห์ จะรู้ข้อเท็จจริง วอนคนไทยประหยัดพลังงาน สับฝ่ายค้าน อย่าสักแต่วิจารณ์ ให้เสนอแนะแนวทางแก้ปัญหา
วันนี้ ( 25 มี.ค. 69 ) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้ประกอบการค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาวิกฤตราคาน้ำมันและสถานการณ์พลังงานที่ตึงเครียดจากปัญหาในตะวันออกกลาง ยืนยันว่า รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ เร่งตรวจสอบการกักตุน โดยนายกรัฐมนตรี สั่งการให้ทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เร่งหาทางบรรเทาผลกระทบ โดยเฉพาะการตรวจสอบเส้นทางการขนส่งน้ำมันเพื่อป้องกันการลักลอบหรือกักตุน รัฐบาลไม่ได้นั่งเฉย ไม่ได้นิ่งนอนใจ กำลังหาทางออกทุกวิถีทาง และลงในรายละเอียดทุกไอเทม น้ำมันทุกลิตรที่ออกจากโรงกลั่น เราจะใช้ระบบ GPS ติดตามรถน้ำมันทุกคัน เพื่อดูว่ามีการวิ่งออกนอกเส้นทางหรือไม่ เพื่อพิสูจน์ว่า ที่บอกว่ามีการลักลอบหรือกักตุนนั้น จริงหรือไม่ คาดภายใน 1 สัปดาห์ จะรู้ข้อเท็จจริง
นายพิพัฒน์ ระบุต่อว่า หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อ รัฐบาลจำเป็นต้องเตรียมแผนรองรับหลายมิติ ทั้งเรื่องการนำภาษีลาภลอยมาใช้กับโรงกลั่น ว่าจะทำได้หรือไม่ ขณะนี้ยังใช้ไม่ได้ เพราะยังเป็นรัฐบาลรักษาการ มีเพียงนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่เป็นนายกรัฐมนตรีอย่างถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงพิจารณาปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต และสุดท้าย ประชาชนอาจจะต้องแบ่งเบาภาระไปบ้าง โดยนายกรัฐมนตรี ให้การบ้านกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยืนยันว่า รัฐบาลพยายามทำทุกวิถีทาง ซึ่งวันนี้ในสภา มีการอภิปรายโจมตีว่า ไม่เห็นรัฐบาลแก้ไขปัญหาอะไร ซึ่งเราพยายามแก้ทุกวิถีทาง ภายใต้อำนาจที่มีจำกัดในการแก้ไขปัญหา พวกท่านวิจารณ์พวกเรามากมาย พวกท่านทำอะไรบ้าง พวกท่านเสนอแนะพวกเราได้หรือไม่ ไม่ใช่สักแต่วิจารณ์ หากท่านมีความรู้ และมีความเข้าใจ สามารถเสนอหรือแนะนำมาได้ ซึ่งตนพร้อมรับคำแนะนำที่ดี ไม่ใช่วิจารณ์ และขอร้องการใส่ร้ายป้ายสี ไม่ได้ทำให้ประเทศเดินหน้าไปได้ แต่หากมีข้อแนะนำที่ดี เชื่อว่าประเทศไทยจะเดินหน้าไปได้ ยังไม่ถึงภาวะวิกฤตอย่างที่เป็นกังวล
นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า สถานการณ์น้ำมันดิบวันนี้ มีการสั่งซื้อเพิ่มและสำรองในคลัง เชื่อว่ามีมากกว่า 100 วัน ขณะนี้ถือเป็นข่าวดีที่รัฐบาลอิหร่าน ได้ให้เรือบรรทุกน้ำดิบไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ เบื้องต้นทราบว่าเป็นเรือของบางจาก ซึ่งถือเป็นดีลที่ดีเพราะเราไม่ใช่คู่สงครม แต่เราขอเป็นคู่ค้าในอนาคตอาจจะขอแลกเปลี่ยน หรือส่งสินค้าเข้าไปในตะวันออกกลาง พลิกวิกฤตเป็นโอกาสได้ตลอด จึงขอฝากไปยังคนที่วิพากษ์วิจารณ์ ไม่ว่าจะด้วยความหวังดี หรือมีเจตนาไม่ดี ตนพร้อมรับเสนอ เพราะตลอดระยะเวลา 20 วันที่ผ่านมา ตนรับไปหลายขนานแล้ว
ส่วนรัฐบาลจะเลิกตรึงราคา ปล่อยลอยตัวให้เป็นไปตามกลไกตลาดหรือไม่นั้น นายพิพัฒน์ ยอมรับว่า รัฐบาล คงจะอุ้มไม่ไหว เพราะวันนี้กองทุนน้ำมันใช้เงินเงินอุดหนุน จนติดลบไปกว่า 30,000 ล้านบาท จากเดิมที่สถานะกองทุนเป็นบวกกว่า 2,500 ล้านบาท หากสถานการณ์ลากยาวไปมากกว่า 1 -3 เดือน ไม่มีใครรู้ รัฐบาลคงต้องแบก ขณะเดียวกันประชาชนต้องช่วยกันประหยัดด้วย เช่น ปรับอุณหภูมิแอร์ เวลากลางคืน เป็น 26-27 องศาเซลเซียส หรือหากจะออกไปเที่ยว หรือไปรับประทานอาหารก็ให้ใช้ขนส่งมวลชน หรือรวมกลุ่มหลายคนไปด้วยกัน ซึ่งสุดท้ายหากถึงคราววิกฤตจริง ๆ ถ้าเราไม่สามารถหาน้ำมันดิบมาได้เพียงพอสำหรับใช้ ซึ่งเดิมเราใช้น้ำมันดีเซลอยู่ 67 ล้านลิตรต่อวัน แต่เมื่อภาวะวิกฤต บางวันใช้ไปถึง 100 ล้านลิตร ซึ่งปัจจุบันเราใช้อยู่ที่ 84-86 ล้านลิตร หากสมมติว่ารัฐบาลขอจำกัดการใช้น้ำมันของพวกเรา แค่ครึ่งเดียว พวกเราจะทำอย่างไร หากไม่ได้เตรียมตัว ดังนั้นการที่รัฐบาลจะลอยตัวค่าน้ำมัน ก็ขอให้รัฐบาลได้ต่อสู้จนถึงที่สุด พวกเราจะหาวิธีช่วยเหลือประชาชน พร้อมยกตัวอย่าง ประเทศมาเลเซีย ที่เดิมราคาน้ำมันถูกกว่าประเทศไทยลิตรละ 10-12 บาท แต่ปัจจุบันราคาน้ำมันถูกกว่าประเทศไทยเพียงลิตรละ 6-7 บาทเท่านั้น
ด้านนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) บอกว่า ที่ประชุม ศบก. วันนี้ไม่ได้มีการหารือเรื่องการปรับขึ้นค่าไฟ อย่างไรก็ตามจะเป็นไปตามที่ สำนักงานคณะกรรมการกำกับการพลังงาน ได้เคยแถลงข่าวเมื่อวานนี้ ว่า ค่าไฟจะเพิ่มจากปัจจุบัน 3.88 บาท เป็น 3.95 บาท