วันนี้ (29 มี.ค. 69) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ร่วมกันจับกุม น.ส.ลัดดานันท์ อายุ 28 ปี ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือ เพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้องหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้หรือยืมใช้เลขหมายโทรศัพท์สำหรับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของตน โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่น” ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ ที่ จ.149/2569 ลงวันที่ 25 มีนาคม 2569
โดยสามารถจับกุมตัวได้ที่บริเวณถนนในซอยแห่งหนึ่งในพื้นที่ แขวงบางบอน เขตบางบอน กรุงเทพมหานคร
สืบเนื่องจาก กก.3 บก.ป. ได้รับแจ้งจากผู้เสียหายแจ้งว่า ถูกกลุ่มมิจฉาชีพสร้างเพจเฟซบุ๊กปลอม แอบอ้างชื่อบริษัทและห้างสรรพสินค้า หลอกลวงขายโทรศัพท์มือถือ โดยให้โอนเงินไปยังบัญชีของ น.ส.ลัดดานันท์ แต่เมื่อโอนเงินไปแล้วกลับไม่ได้รับสินค้าและถูกบล็อกช่องทางการติดต่อ
โดยน่าเชื่อว่ากลุ่มคนร้ายดังกล่าวได้หลอกลวงกลุ่มผู้เสียหายจำนวนหลายราย หากปล่อยไปอาจได้รับความเดือดร้อนเป็นวงกว้าง พ.ต.อ.สุริยศักดิ์ จิราวัสน์ ผกก.3 บก.ป. จึงได้สั่งการให้ พ.ต.ท.สุวิจักขณ์ รัตนพันธ์ สว.กก.3 บก.ป. ทำการสืบสวนขยายผลเพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีโดยด่วน
จากการสืบสวนทราบว่ากลุ่มคนร้ายมีการทำงานเป็นขบวนการ โดยสร้างเพจเฟซบุ๊กปลอมใช้ชื่อบริษัทที่ดูน่าเชื่อถือพ่วงท้ายด้วยสาขาห้างสรรพสินค้าโพสต์หลอกขายโทรศัพท์มือถือในราคาถูกกว่าท้องตลาด นอกจากนี้ เพื่อตบตาเหยื่อให้ตายใจ คนร้ายยังได้จัดฉากใช้ “หน้าม้า” เข้ามาคอมเมนต์รีวิวใต้โพสต์ เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินค่าสินค้าไปยังบัญชีของ น.ส.ลัดดานันท์ มิจฉาชีพก็จะเชิดเงินหนีและบล็อกการติดต่อทันที
ตรวจสอบพบว่าภายในระยะเวลาเพียง 2 เดือน บัญชีของ น.ส.ลัดดานันท์ มียอดเงินหมุนเวียนเข้า-ออก สูงกว่า 15 ล้านบาท โดยมีลักษณะของการรับโอนเงินย่อยจากผู้เสียหายหลายรายทั่วประเทศ แล้วรีบถูกผ่องถ่ายไปยังบัญชีแถว 2 – 3 ต่อไปอย่างรวดเร็วเป็นทอด ๆ และน่าเชื่อว่าบัญชีดังกล่าว มีการไปเปิดใช้งานเพื่อทำธุรกรรมอยู่บริเวณแนวชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน
ซึ่งพฤติการณ์การย้ายเงินอย่างรวดเร็วและการสั่งการจากนอกประเทศเช่นนี้ สอดคล้องกับรูปแบบการฟอกเงินของขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ (แก๊งคอลเซ็นเตอร์) อย่างชัดเจน พนักงานสอบสวนจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานขอหมายจับต่อศาลและศาลอนุมติตามคำขอ
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้ร่วมกันสืบสวนหาข่าวจนทราบว่า น.ส.ลัดดานันท์ หลบหนีมาพักอาศัยอยู่ย่านบางบอน กรุงเทพฯ กระทั่ง เจ้าหน้าที่ตำรวจนำกำลังลงพื้นที่และเข้าจับกุมตัวได้ในที่สุด โดยในชั้นจับกุม น.ส.ลัดดานันท์ ให้การรับสารภาพว่าบัญชีธนาคารและหมายเลขโทรศัพท์ดังกล่าวเป็นชื่อของตนจริง แต่ได้อ้างว่า “ได้ยินยอมและส่งมอบบัญชีดังกล่าวให้แก่เพื่อน เพื่อนำไปใช้ในการประกอบกิจการร้านขายลูกชิ้น” โดยไม่ทราบว่าจะถูกนำไปใช้หลอกลวง
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของฝ่ายสืบสวนพบว่า ภายในระยะเวลาเพียง 2 เดือน บัญชีดังกล่าวมีเงินหมุนเวียนสูงกว่า 15 ล้านบาท จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัวผู้ต้องหา ส่งพนักงานสอบสวน สภ.ห้วยผึ้ง เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป