ดีเอสไอประสานพาณิชย์-พลังงาน ตรวจคลังน้ำมัน จ.สุราษฏร์ธานี เคลียร์ให้ชัดกักตุนหรือไม่ น้ำมันคงคลัง 2 ล้านลิตร ยอดขายออกเดือน มี.ค. ลดลง ต่างจากยอดขายเดือน ก.พ. หากพบความผิด พร้อมชงรับเป็นคดีพิเศษ
ความคืบหน้าจากกรณี พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม พร้อมคณะทำงานเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมช.กลาโหม พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. และในฐานะ ผอ.ศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ร่วมกันลงพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อเข้าตรวจสอบคลังน้ำมันของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 และผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 ซึ่งเป็นผู้ค้าขนาดใหญ่ที่รับผิดชอบพื้นที่การขนส่งน้ำมันในภาคใต้ตอนบน รวม 6 จุด เพื่อดำเนินการตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 3/2569 ลงวันที่ 20 มี.ค.69 ในการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยสนธิกำลังกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
จากการลงพื้นที่ตรวจปฏิบัติการ วานนี้ (1 เม.ย.69) คณะทำงานพบผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 บางราย ปริมาณคงคลังในเดือน มี.ค.69 มีปริมาณการรับเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าคลัง มากกว่าการขายออก ซึ่งแตกต่างจากรูปแบบการประกอบธุรกิจในเดือน ก.พ.69 ที่มีการรับเข้าและจำหน่ายออกในภาพใกล้เคียงกัน
วันนี้ (2 เม.ย.69) พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค และในฐานะโฆษกดีเอสไอ เปิดเผยว่า จากการเปิดปฏิบัติการตรวจสอบคลังน้ำมันขนาดใหญ่ จำนวน 6 จุด ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 1 เม.ย.69 ที่ผ่านมา ข้อมูลจากการลงพื้นที่ตรวจสอบว่า มีบางจุดปริมาณน้ำมันคงคลังในเดือน มี.ค.69 มีปริมาณการรับเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าคลังมากกว่าการขายออกไป ซึ่งแตกต่างจากรูปแบบการประกอบธุรกิจในเดือน ก.พ.69 ที่มีการรับเข้าและจำหน่ายออกในภาพใกล้เคียงกัน
โดยหลักการ น้ำมันจะมี 4 ส่วน คือ 1.คงคลังจากเดือนที่แล้ว 2.รับเข้าใหม่ 3.ขายออก 4.ปริมาณคงค้างในวันที่ 31 มี.ค.69 ที่เหลือมากกว่าปกติ ดังนั้น เมื่อนำตัวเลขทั้งหมดมาเทียบเคียงกัน ระหว่างการรับเข้า การจำหน่ายขายออก และปริมาณคงคลังแล้วมันผิดไปจากอัตราส่วนในเดือน ก.พ.69 ซึ่งมีความแตกต่างกัน โดยในเดือน มี.ค.69 พบมีน้ำมันอยู่ในสต็อก 2 ล้านลิตร แต่อัตราขายในเดือน มี.ค.69 กลับลดลง พฤติการณ์ดังกล่าว ผู้เกี่ยวข้องจำเป็นต้องอธิบายชี้แจงต่อพนักงานสอบสวนท้องที่ พาณิชย์จังหวัด
หากพบความผิดปกติจริง ๆ พาณิชย์จังหวัดจะเป็นผู้กล่าวโทษกับพนักงานสอบสอบสวนท้องที่ หากคดีมีองค์ประกอบความผิดใดเข้าข่าย พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ ดีเอสไอจะได้รับไปพิจารณาตามลำดับ