ห้องข่าวภาคเที่ยง - วันนี้ราคาน้ำมันดีเซล ปรับสูงขึ้นอีกลิตรละ 3 บาท 50 สตางค์ เป็นราคาทุบสถิติสูงเป็นประวัติการณ์ ในรอบ 18 ปี
โดยเมื่อปี 2551 สมัยรัฐบาล พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ตอนนั้นราคาน้ำมันดีเซลขายปลีก เคยพุ่งแตะลิตรละ 44 บาท 24 สตางค์ เหตุการณ์ช่วงนั้นมาจากความต้องการที่เพิ่มขึ้น ก่อนจะเกิดวิกฤตการเงินโลก ส่วนรอบนี้สาเหตุมาจากการสู้รบในตะวันออกกลาง
ซึ่งตั้งแต่เกิดการสู้รบระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ก็ทำให้ราคาน้ำมันดีเซลในบ้านเรา ปรับเพิ่มขึ้นอีกลิตรละ 3 บาท 50 สตางค์เช้านี้ ส่วนน้ำมันในกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ ปรับเพิ่มขึ้นไปลิตรละ 70 สตางค์ ส่งผลให้ราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 ขายปลีกลิตรละ 43 บาท 58 สตางค์ ส่วนน้ำมันดีเซลขายปลีกลิตรละ 47 บาท 74 สตางค์
คราวนี้มาดูราคาน้ำมัน ตั้งแต่เกิดการสู้รบในตะวันออกกลาง ปรากฏว่าน้ำมันดีเซล ปรับขึ้นราคาไปทั้งหมด 7 ครั้ง นับรวมวันนี้ รวมลิตรละ 17 บาท 8 สตางค์ ส่วนน้ำมันในกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ ขึ้นราคาไป 8 ครั้ง รวมลิตรละ 13 บาท 40 สตางค์
ทีมข่าวลงพื้นที่สอบถามความเห็นของกลุ่มผู้ขับรถบรรทุกสินค้า ที่ใช้รถของตัวเองไม่ใช่รถบริษัท หลายคนบอกท้อ ถ้าน้ำมันขึ้นราคาอีก อาจไปต่อไม่ไหว อาจต้องจอดรถ หยุดงานไปก่อนชั่วคราว
ความผันผวนนี้ ไม่ได้เกิดเฉพาะในไทย แม้แต่ประเทศอาเซียน น้ำมันก็ปรับขึ้นราคา เมื่อนำราคาขายปลีกมาเปรียบเทียบกัน พบราคาขายปลีกน้ำมันของไทย ทั้งเบนซินและดีเซล ยังถูกกว่าหลายประเทศ
โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทย เฉลี่ยอยู่ที่ 43 บาท 25 สตางค์ต่อลิตร ขณะที่ ฟิลิปปินส์, กัมพูชา, เมียนมา, สปป.ลาว และสิงคโปร์ อยู่ที่ 52 บาท 22 สตางค์ - 86 บาท 16 สตางต์ต่อลิตร
ส่วนราคาน้ำมันดีเซลของไทย อยู่ที่ 44 บาท 24 สตางค์ต่อลิตร ล่าสุดปรับขึ้นเป็น 47 บาท 74 สตางต์ต่อลิตรแล้ว ขณะที่ มาเลเซีย, เวียดนาม, กัมพูชา, ลาว, ฟิลิปปินส์, เมียนมา และสิงคโปร์ อยู่ที่ 50 บาท 36 สตางค์ - 107 บาท 20 สตางค์ต่อลิตร
ได้แต่ลุ้นรอ รัฐบาลจะรื้อ จะปรับลดภาษี หรือค่าการกลั่น ช่วยคนไทยกันเองได้มากน้อยแค่ไหน อย่าง นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ป้ายแดง บอก 7 เมษายนนี้ จะเรียกประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน หรือ กบง. แก้ปัญหาราคาน้ำมันเร่งด่วน ยอมรับว่าราคาน้ำมันปัจจุบัน ไม่ได้อยู่ที่ราคาหน้าปั๊มฯ อย่างเดียว แต่อยู่ที่ราคาหน้าโรงกลั่น ซึ่งอ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์แบบ 100 % ซึ่งค่าการกลั่นพุ่งสูงขึ้นจากระดับปกติ 2-3 บาทต่อลิตร ขึ้นมาเฉลี่ย 7 บาทในเดือนมีนาคม และต้นเดือนเมษายน ดีดขึ้นไปเกือบ 14 บาทต่อลิตร
ซึ่งอาจมีการกำหนดเพดานค่าการกลั่นให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมประมาณ 3-4 บาทต่อลิตร ซึ่งจะส่งผลให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มลดลงได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันเพียงอย่างเดียว แต่ก่อนจะถึงมือระดับรัฐบาล ตอนนี้ตามท้องถิ่นก็ทยอยประกาศ ยกเว้นการจัดเก็บภาษีท้องถิ่นบ้างแล้ว ก็จะทำให้ราคาน้ำมันในพื้นที่นั้น ๆ ปรับลดลง แม้ไม่มากนัก เป็นหลักสตางค์ ก็ถือว่ามีน้ำใจ