วันนี้ (7 เม.ย. 69) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าชาวประมงปากน้ำชุมพรโอด ราคาน้ำมันเขียวพุ่งสูงแตะลิตรละ 46 บาท ผสมโรงมาตรการปิดอ่าว ทำต้นทุนพุ่งหาปลาไม่คุ้มเสีย ตัดใจจอดเรือนิ่งเต็มคลองร่วมเดือน ด้านแม่ค้าส่งออกเตือนหากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น กระทบห่วงโซ่อาหารและราคาปลาสดแน่นอน
วันนี้ (7 เม.ย. 69) ผู้สื่อข่าวรายงานสภาพการณ์บริเวณคลองปากน้ำชุมพร จ.ชุมพร พบว่ามีเรือประมงอวนลากทุกขนาด ตั้งแต่เรือขนาดเล็กไม่ถึง 20 ตัน ไปจนถึงเรือขนาดใหญ่กว่า 60 ตัน จอดเรียงรายเต็มลำคลอง โดยส่วนใหญ่ตัดสินใจหยุดออกเรือชั่วคราวเนื่องจากไม่สามารถแบกรับต้นทุนค่าน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องได้
นายคมสันต์ เจ้าของเรือ ม.โชควาสนานารี 9 เปิดเผยว่า เรือของตนจอดสนิทมาตั้งแต่วันที่ (22 มี.ค. 69) ที่ผ่านมา หลังจากออกหาปลารอบสุดท้ายแล้วพบว่าไม่คุ้มทุน ปัจจัยหลักคือราคาน้ำมันเขียว (น้ำมันสำหรับชาวประมง) ที่พุ่งสูงขึ้นถึงลิตรละ 46 บาท ประกอบกับช่วงนี้เป็นช่วงปิดอ่าวในพื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำ ทำให้เรือต้องวิ่งออกไปหาปลาไกลกว่าเดิม
นายคมสันต์กล่าวต่อว่า ไป-กลับเที่ยวหนึ่งต้องวิ่งเรือกว่า 10 ชั่วโมง ใช้น้ำมันร่วม 1,000 ลิตร แค่ค่าน้ำมันก็สู้ไม่ไหวแล้ว ขนาดตอนน้ำมันราคา 30 บาท ยังแทบไม่มีกำไร พอราคาดีดขึ้นมาขนาดนี้ ยิ่งออกไปก็ยิ่งขาดทุน การจอดเรือจึงเป็นทางเลือกสุดท้าย แม้จะต้องแบกภาระค่าจ้างลูกน้องกว่า 10 ชีวิตไว้เพื่อรักษาแรงงานไว้รอช่วงเปิดอ่าววันที่ 15 พ.ค. นี้ก็ตาม
นอกจากปัญหาต้นทุนน้ำมันแล้ว ชาวประมงยังต้องเผชิญกับค่าเช่าที่จอดเรือและค่าใช้จ่ายคงที่อื่น ๆ โดยนายคมสันต์เรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาดูแลบริหารจัดการราคาน้ำมันและให้ความช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรและประมงอย่างจริงจัง เพราะหากราคาน้ำมันยังสูงเกิน 30 บาทต่อลิตร อาชีพประมงแทบจะอยู่รอดได้ยาก
ทางด้าน แม่ค้าขายส่งปลาสด ในพื้นที่ระบุว่า ปริมาณสัตว์น้ำที่ส่งเข้าสู่ตลาดลดลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากเรือประมงทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กเริ่มหยุดวิ่ง หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป จะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคโดยตรง