ม.มหิดล ออกประกาศ หลักเกณฑ์การลาเพื่อดูแลบุคคลในครอบครัวในระยะสุดท้าย ให้สิทธิปีละ 30 วันโดยได้รับเงินเดือน เพื่อให้ดูแลกันให้นานและมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนจากกันตลอดกาล
มหาวิทยาลัยมหิดล ออกประกาศมื่อวันที่ 2 เม.ย.2569 เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการลาหยุด สิทธิการลาหยุดงานและการได้รับเงินเดือนระหว่างลาของพนักงานมหาวิทยาลัย ซี่งบรรจุอยู่ในหมวดที่ 9 เรื่องการลาเพื่อดูแลบุคคลในครอบครัวในระยะสุดท้าย ได้แก่ บุพการี บุตร และคู่สมรส ที่เจ็บป่วยในระยะสุดท้าย หรืออยู่ในช่วงดูแลประคับประคองใกล้เสียชีวิต โดยพนักงานมหาวิทยาลัยฯ มีสิทธิลาได้ปีละไม่เกิน 30 วันต่อเนื่องกันโดยได้รับเงินเดือน กรณีมีเหตุจำเป็นต้องลาเกินกว่า 30 วัน สามารถยื่นขอลาได้โดยไม่ได้รับเงินเดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กัลดุลพินิจของผู้มีอำนาจอนุญาต
ทั้งนี้ ให้พนักงานใช้สิทธิลาเพื่อดูแลแต่ละบุคคลในครอบครัวที่อยู่ในระยะสุดท้าย ได้ 1 ครั้งต่อ 1 บุคคล โดยต้องแนบหลักฐานใบรับรองการเจ็บป่วยในระยะสุดท้ายจากแพทย์ผู้มีใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม และเมื่อได้รับอนุญาตแล้วจึงจะหยุดงานได้ อย่างไรก็ตาม หากบุคคลในครอบครัวเสียชีวิตก่อนครบระยะเวลาการลาที่ได้รับอนุญาต ให้แจ้งต่อผู้บังคับบัญชาภายใน 3 วัน
แอดมินเพจ Drama-addict แชร์โพสต์พร้อมให้ความเห็นว่า ประกาศนี้ของ ม.มหิดล ดีมากเลย อนุญาตให้บุคลากรสามารถไปเยี่ยมญาติที่ป่วยระยะสุดท้ายได้ ที่จริงประกาศลักษณะนี้ควรจะมีนานแล้ว ควรให้เจ้าหน้าที่สามารถไปเฝ้าไข้ญาติที่ป่วยหนักระยะสุดท้ายได้ เพราะมันเป็นเรื่อง ที่ควรทำอยู่แล้ว
สำหรับกรณีดังกล่าวผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อบัญชี Wallop Thong-on บอกเล่าถึงประสบการณ์ “แม่เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย” ขึ้นไปขอช่วยราชการสักระยะกับอธิการท่านหนึ่ง ท่านตอบมาว่า “ทุกคนก็มีแม่”
เมื่อโลกเคลื่อนไป การดูแลระยะสุดท้ายมีความสำคัญจนสามารถบรรจุเป็นการลาประเภทหนึ่งเหมือนกับลาคลอดบุตร ลาบวช ลาพักร้อน สำคัญกับความทุกข์ร้อนที่ผมถือว่าที่สุดของความเป็นมนุษย์ ไม่รู้ว่าตอนนั้นผมคิดอะไรอยู่แต่จำประโยคนี้ติดใจมาจนถึงทุกวันนี้ ในห้องที่กรุแต่งห้องเป็นช่อง ๆ บรรจุโล่ห์ รางวัล เหรียญตราที่เต็มไปด้วยภาระหน้าที่และเกียรติยศแต่กลับไม่มีช่องที่จะบรรจุความเห็นอกเห็นใจคนอื่นแม้แต่นิดเดียว
จำได้ว่าซื้อโทรศัพท์มือถือเครื่องแรก เพราะแม่ป่วย เอาใส่กระเป๋าเสื้อไว้ตลอดเวลา วันหนึ่งขณะสอนแม่โทรมาบอกว่า “หมอจะเจาะคอแม่ แต่แม่ยังไม่ให้เจาะแม่รอเราอยู่” ผมวางชอล์กและขับรถเกือบครึ่งประเทศเพื่อกลับไปหาแม่ แม่ไม่อยู่แล้ว ผมไม่ได้โกรธแล้ว ทุกอย่างสามาลย์ธรรมดาไปแล้ว เพียงแต่วันนี้เห็นประกาศนี้แล้วก็แว่บขึ้นมาในห้วงคำนึง ก็เข้าใจด้วยว่าในโลกที่ไม่มีระเบียบอะไรแบบนี้มันก็ไม่มีช่องว่างอื่นของการปฏิบัติ แม้ในนามของความเป็นมนุษย์