“เอกนัฏ” ลั่น ไม่เคยเกรงใจนายทุน จ่อคุยโรงกลั่น ลดค่ากลั่นน้ำมัน เม.ย.นี้ ส่วนข้อเสนอ ลดภาษีสรรพสามิต ขอเก็บเป็นไพ่ใบสุดท้าย หวั่นกระทบรายได้ประเทศ ไม่มีเงินเยียวยาประชาชน ขู่ พวกกักตุนน้ำมัน เอาตายแน่
วันนี้ (10 เม.ย.69) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ชี้แจงถึงการบริหารจัดการสถานการณ์วิกฤตน้ำมัน และพลังงานในประเทศจากผลกระทบสงครามตะวันออกกลางว่า ตนได้วางแผนปรับปรุงโครงสร้างพลังงานประเทศแบบพลิกโฉม เพราะตระหนักดีว่าการบริหารจัดการพลังงาน เป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ และต้นทุนพลังงาน เป็นปัจจัยสำคัญต่อค่าครองชีพของประชาชน พร้อมยอมรับว่า วิกฤตน้ำมันจากผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ และเข้าใจความเดือดร้อนของประชาชนที่สะท้อนผ่าน สส.และสื่อมวลชน
นายเอกนัฏ ยังชี้แจงถึงการบริหารกองทุนน้ำมันว่า ตนใช้ความระมัดระวังในการบริหารจัดการกองทุน และในยามปกติตนตั้งใจจะผ่าตัดวิธีการทำงานของกองทุนน้ำมัน ซึ่งน่าตกใจว่า เหตุใดกองทุนน้ำมันมีอำนาจมาก และตัดสินใจนำเงินจำนวนมหาศาลมาอุดหนุนน้ำมันเท่าใดก็ได้ จนปัจจุบันติดลบ 60,000 ล้านบาท ดังนั้น จึงไม่ควรมีกองทุนใดที่มีอำนาจมากเช่นนี้ และเมื่อสถานการณ์กลับสู่ปกติแล้ว ตนก็พร้อมปรับเกณฑ์การทำงานของกองทุนน้ำมัน เพื่อชะลอผลกระทบในกรณีที่ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้น ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันในประเทศมากเกินไป จึงควรมีข้อจำกัดการทำงานมากกว่านี้
ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ กลไกตลาดไม่สามารถทำงานได้ปกติ และการอ้างอิงราคาสิงคโปร์ก็ผิดปกติ เมื่อเปรียบเทียบกับราคาน้ำมันดิบ ทำให้ค่าการกลั่น บ่งชี้ว่า โรงกลั่นน่าจะมีกำไรมากเกินไปมาก ซึ่งแม้ว่าประเทศไทยจะมีโรงกลั่นเพียงพอ แต่การเทียบราคาสิงคโปร์นั้น เสมือนประเทศไทยไม่มีโรงกลั่นน้ำมัน ดังนั้น ในช่วงเวลานี้ โรงกลั่นน้ำมัน จึงควรแบ่งเบาภาระ ไม่หากำไรมากเกินควร ตนจึงได้ใช้อำนาจประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงาน หรือ กบง.พิจารณาตัวเลขต่าง ๆ ทั้งค่าความเสี่ยงสงคราม ค่าประกัน ค่าขนส่ง ฯลฯ ที่เกิดขึ้นในเดือน มี.ค. มาเป็นส่วนลดหน้าโรงกลั่นในเดือน เม.ย. และเมื่อช่วงเดือน เม.ย.ที่ค่าการกลั่นปรับตัวขึ้นอีก ก็จะนำข้อมูลจริงไปพิจารณาและกำหนดส่วนลดอีก เพื่อให้โรงกลั่นช่วยแบ่งเบาภาระความเดือดร้อนประชาชน ซึ่งเวลานี้โรงกลั่นให้ความร่วมมือดี และยืนยันว่า ตนไม่เคยเกรงใจใคร และไม่เกรงใจนายทุนที่ไหน มากไปกว่าประชาชนแน่นอน
ส่วนข้อเสนอให้ลดภาษีสรรพสามิต เพื่อลดราคาน้ำมันนั้น นายเอกนัฏ ชี้แจงว่า ไม่ใช่เรื่องยาก แต่มีผลกระทบ ตนจึงขอนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขอเก็บเป็นไพ่ใบสุดท้าย ที่รัฐบาลจะใช้เพื่อต้องการนำเงินไปใช้แบบพุ่งเป้าช่วยประชาชนที่เดือดร้อนจริง ๆ แม้การลดภาษีสรรพสามิต ราคาจะลดลง ประชาชนดีใจ แต่เงินของประเทศลดลงในช่วงเวลาที่จำเป็นต้องนำงบประมาณไปใช้เยียวยาประชาชน โดยขอใช้กลไกการลดราคาหน้าโรงกลั่น ซึ่งไม่ส่งกระทบต่อฐานะกองทุนน้ำมัน เพื่อให้ประชาชนได้ใช้น้ำมันราคาถูกในปัจจุบัน ควบคู่กับการใช้กองทุนน้ำมัน
นายเอกนัฏ ยังยืนยันว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ ตนจะไม่ใช้ความมั่วมาบริหารสถานการณ์ที่มั่ว ๆ แบบนี้ และจะใช้ความรอบคอบ และสติในการบริหารจัดการ ส่วนข้อกังวลการขาดแคลนน้ำมัน ขณะนี้น้ำมันดิบขาเข้า เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว ในเดือนนี้สามารถเข้าได้ และเดือน พ.ค.น่าจะเข้าตามปกติ แต่ก็จะต้องสื่อสารตรงไปตรงมาว่า สถานการณ์เช่นนี้ ไม่มีอะไรแน่นอน จึงต้องใช้ความระมัดระวัง เตรียมใจ และเตรียมพร้อมสำหรับทุกสถานการณ์ แม้กระทั่งสถานการณ์ที่แย่ที่สุด ตนจึงยืนยันกับประชาชนว่า ขณะนี้อยู่บนความไม่แน่นอน ราคาน้ำมันจะขึ้นหรือลงก็ขอให้ประชาชนใช้ความระมัดระวังในการใช้ชีวิต และเตรียมความพร้อมกรณีที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางบานปลาย จนประชาชนต้องปรับวิธีการใช้ชีวิต
นายเอกนัฏ ยืนยันว่า หากพบความผิดปกติในการกักตุนน้ำมันเอาเปรียบประชาชนในช่วงเวลาที่ประชาชนเดือดร้อน ตนจะเอาจริง และเอาตายแน่นอน เพราะหากตนตัดสินใจชนกับใครแล้ว ตนก็สู้สุดซอยไม่ถอย แม้จะเตรียมหากำไรในช่วงเวลานี้ มีเงินก็ขอให้ไปใช้ในคุก
ส่วนผลกระทบค่าไฟที่เตรียมขึ้นจาก 3.88 บาท เป็น 3.95 บาทนั้น นายเอกนัฏ กล่าวว่า สามารถลดราคากลับมาเป็น 3.88 บาทได้ โดยนำรายได้ของการไฟฟ้านำมาชดเชยส่วนต่าง สำหรับผู้ใช้ไม่เกิน 200 หน่วยแรก ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่ และเป็นการตัดสินใจเชิงนโยบาย แต่จะต้องมีการปรับโครงสร้างใหม่ให้ผู้ที่ใช้ไฟน้อยสามารถใช้ไฟในราคาที่ถูก และยิ่งใช้มากก็จะต้องใช้ในราคาที่แพง เพื่อให้ผู้ที่ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วย สามารถใช้ค่าไฟเหลือไม่เกิน 3 บาท โดยไม่เป็นภาระกับค่าไฟเฉลี่ย และพร้อมเดินหน้าทำแน่นอน