ดีเอสไอลุยคดีพิเศษ ฟันขบวนการกักตุนน้ำมัน รมว.ยธ. ยัน จากนี้ไม่มีไอ้โม่ง จะมีแต่ผู้ต้องหา

ดีเอสไอลุยคดีพิเศษ ฟันขบวนการกักตุนน้ำมัน รมว.ยธ. ยัน จากนี้ไม่มีไอ้โม่ง จะมีแต่ผู้ต้องหา

View icon 61
วันที่ 16 เม.ย. 2569 | 17.12 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
ดีเอสไอลุยคดีพิเศษ ฟันขบวนการกักตุนน้ำมัน รมว.ยธ. ยัน จากนี้ไม่มีไอ้โม่ง จะมีแต่ผู้ต้องหา ขณะที่ เอกนัฏ ขู่ หากใครกักตุนจะเรียกค่าเสียหายคืน  ด้าน ตร.ดำเนินคดี คลังน้ำมัน กักตุนฟันกำไรก่อนขึ้นราคา

วันนี้ (16 เม.ย.) พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม พร้อมด้วย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน , นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน , พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ), พล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือและเลขาธิการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) และ พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ร่วมแถลงผลแก้ไขปัญหาและป้องกันภาวการณ์ขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง จากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

พล.ต.อ.ธัชชัย กล่าวว่า ได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบสาเหตุการขาดแคลนน้ำมันของสถานีบริการน้ำมันช่วงวิกฤต โดยให้ตำรวจทั่วประเทศมอนิเตอร์สถานีบริการน้ำมันทุกวันถึงสถานการณ์การขาดแคลนน้ำมัน ในห้วงวันที่ 21-25 มี.ค.ที่ผ่านมา พบความผิดปกติ 3 ส่วน คือ 1.คลังน้ำมันผู้ประกอบการน้ำมัน มาตรา 7 จำนวน 3 แห่ง และ มาตรา 10 (จ็อบเบอร์) จำนวน 2 แห่ง ที่มีปริมาณน้ำมันจำนวนมาก แต่ไม่ได้มีการจ่ายออกไป หรือจ่ายน้อยกว่าค่าเฉลี่ยที่เคยมีมา 2.การขนส่งน้ำมันจากโรงกลั่นทางเรือมีความล่าช้ากว่าปกติ มีเรือหลายลำมีพฤติการณ์ไปจอดลอยลำเพื่อรอเวลาให้ราคาน้ำมันขึ้นก่อนส่งให้คลังน้ำมันจุดหมายปลายทาง เป็นปริมาณน้ำมัน 7.9 ล้านลิตร และ 3.การขนส่งน้ำมันทางบก จากคลังไปปั๊มน้ำมัน ไม่ระบุจุดหมายปลายทาง จำนวน 662 เที่ยว น้ำมันปริมาณ 2,137,900 ลิตร อีกทั้งยังพบว่า มีการลักลอบส่งไม่ตรงเป้าหมายปลายทางที่กำหนดไว้ ออกนอกเส้นทาง หรือ ปิด GPS จำนวน 15 เที่ยว น้ำมันปริมาณ 148,000 ลิตร ส่งผลให้น้ำมันหน้าปั๊มขาดแคลน

พล.ต.อ.ธัชชัย เผยว่า ค่าเฉลี่ยของการจ่ายน้ำมันของคลังน้ำมัน มีค่าเฉลี่ยวันละ 2 ล้านลิตร แต่ระหว่างวันที่ 21-24 มี.ค. มีการจ่ายน้ำมันปริมาณต่ำกว่าค่าเฉลี่ยตามปกติ ขณะที่วันที่ 25 มี.ค. มีการจ่ายน้ำมันปริมาณสูงกว่าค่าเฉลี่ย เนื่องจากวันที่ 26 มี.ค. ประกาศปรับราคาน้ำมันขึ้นลิตรละ 6 บาท เป็นการตั้งข้อสังเกตว่า คลังน้ำมัน 3 แห่ง มีน้ำมันจำนวนมากที่สามารถจ่ายให้ปั๊มน้ำมันได้ แต่ไม่จ่าย ซึ่งต้องรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมในการดำเนินการต่อไป โดยการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 และ พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 โดยคลังน้ำมันดังกล่าว จะต้องสอบปากคำผู้เกี่ยวข้อง 64 ราย รวมถึงตรวจสอบเพิ่มเติม สถานที่และเอกสารที่เกี่ยวข้อง ถ้าพบว่ามีการทำผิดกฏหมายก็จะดำเนินคดีทันที

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาที่ผ่านมาได้มีการดำเนินการกับคลังน้ำมันใน จ.อ่างทอง โดยพาณิชย์จังหวัดฯ ได้แจ้งความดำเนินคดีกรณีที่ขายสินค้าเกินราคา และคุณภาพน้ำมันไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษจะรับเป็นคดีพิเศษต่อไป ส่วนใน จ.ตาก พบว่ามีการลักลอบส่งออกน้ำมัน 40,000 ลิตร ออกนอกประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต และ จ.นครสวรรค์ พบว่ามีการลักลอบกักตุนและขนถ่ายไม่เป็นไปตามจุดหมายปลายทางในใบกำกับขนส่ง ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะไปตรวจสอบบผู้ค้าน้ำมันมาตรา 10 และมาตรา 7 ทั่วประเทศ ว่ามีการกักตุนน้ำมันหรือไม่

ด้าน พล.ต.ท.นพศิลป์ กล่าวว่า ได้รับมอบหมายให้รวบรวมข้อมูลพยานหลักฐานทุกมิติ ทั้ง พยานบุคคล และพยานเอกสาร จากโรงกลั่น 6 โรง คลังน้ำมัน 92 แห่ง ซึ่งจะต้องรายงานรายการบัญชีรายรับ-รายจ่ายน้ำมันเป็นรายวัน รวมถึงนำข้อมูลการใช้ไฟฟ้าของโรงกลั่นและคลังน้ำมัน มาตรวจสอบประกอบว่าในแต่ละแห่งมีการใช้ไฟฟ้าผิดปกติหรือไม่ นอกจากนี้ ยังนำข้อมูลรถขนน้ำมัน 11,067 คัน ซึ่งติดตั้ง GPS , บริษัทจ็อบเบอร์ 245 แห่ง , ปั๊มน้ำมัน 24,556 แห่ง , ปั๊มน้ำมันปิดบริการ 187 แห่ง จากพยานหลักฐานทั้งหมดที่รวบรวม ทำให้เกิดสมมุติฐาน 3 ข้อ คือ 1. รถขนส่งน้ำมันที่รับจากคลังน้ำมัน แต่ไม่ไปที่ปั๊ม 2.คลังน้ำมันรายงานเท็จว่าไม่มีการรับน้ำมันในห้วงเดือน มี.ค. ทั้งๆ ที่รถขนน้ำมันของตนเองยังวิ่งไปรับที่คลังน้ำมัน แล้วนำมาเก็บไว้ที่คลังของตนเองตามปกติ และ 3.ประวิงเวลาการจ่ายน้ำมัน ช่วงวันที่ 20-25 มี.ค. พบว่ายังมีน้ำมันอยู่ในคลัง

จากการตรวจสอบพบว่ามีการใช้ไฟฟ้าของคลังน้ำมันผิดปกติ ก่อนที่จะมีการประกาศขึ้นราคาน้ำมัน ทำให้วันที่ 8 เม.ย. เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจสอบคลังน้ำมัน 4 จุดใน จ.ขอนแก่น จ.ระยอง จ.สมุทรสาคร และ จ.ปทุมธานี พบความผิดปกติ 3 แห่ง คือ 1.กรณีรับน้ำมันจากคลังแล้วไม่เข้าปั๊ม ซึ่งได้ทำการตรวจสอบบริษัทจ็อบเบอร์และมีสถานีบริการน้ำมันเป็นของตัวเองที่ จ.ขอนแก่น พบพฤติการณ์ว่า บริษัทนำรถขนน้ำมันของตัวเองไปรับน้ำมันที่คลังน้ำมัน แต่ไม่ไปส่งน้ำมันปลายทางที่ระบุไว้ตามใบกำกับการขนส่ง ซึ่งเป็นสถานที่ขออนุญาตเก็บน้ำมัน แต่ผู้รับน้ำมันปลายทางได้ใช้วิธีการถ่ายน้ำมันจากรถสู่รถแล้วเก็บไว้ที่ถังของรถแทน ซึ่งการดำเนินคดีในปัจจุบัน ได้ให้พลังงานจังหวัดขอนแก่น ไปแจ้งความเอาผิดกับบริษัทในฐานะนิติบุคคล และกรรมการบริษัท รวมถึงหุ้นส่วน ตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ในข้อหา “ถ่ายเทน้ำมันในสถานที่ที่ไม่ได้รับอนุญาต และไม่ได้ปฏิบัติตามกฎกระทรวง เกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยในสถานที่ถ่ายเทน้ำมัน”

2.กรณีเข้าตรวจคลังน้ำมันและเป็นผู้ค้าน้ำมันใน อ.นิคมพัฒนา จ.ระยอง พบว่ามีการจำหน่ายน้ำมัน (เตา) โดยไม่ได้รับอนุญาต และมีถังเก็บเกิน 2 แสนลิตร ซึ่งผู้ขายต้องจดทะเบียนเป็นผู้ค้าน้ำมันตาม ม.10 แต่บริษัทนี้เคยจดทะเบียนมาแล้ว และยกเลิก ไม่ได้จดใหม่ แต่ยังมีถังเก็บน้ำมันอยู่ รวมทั้งยังใช้รถขนส่งน้ำมันของบริษัทตัวเองไปรับน้ำมันที่ จ.สระบุรี ซึ่งเป็นการรับจ้างการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงโดยไม่ได้จดทะเบียน โดยพลังงานจังหวัดระยอง จะไปแจ้งความเอาผิด ตามความผิด พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ข้อหา “จำหน่ายน้ำมันและมีถังเก็บเกิน 2 แสนลิตร โดยไม่จดทะเบียนผู้ค้าตามมาตรา 10 และ ขนส่งน้ำมัน ไม่จดทะเบียนตาม ม.12”

3.กรณีการตรวจสอบคลังน้ำมันที่เป็นจ็อบเบอร์ ใน จ.สมุทรสาคร พบว่า มีถังเก็บน้ำมันดีเซล 4 หมื่นลิตร พร้อมหัวจ่าย ให้ลูกค้ามาเติม มีการเก็บเงินค่าน้ำมันโดยไม่ได้รับอนุญาต และพบว่าการขอใช้ถังเก็บก๊าซธรรมชาติเหลว แต่ห้วงเวลาวิกฤตกลับนำมาใช้เก็บน้ำมันดีเซล รวมถึงพบว่ามีการถ่ายเทน้ำมันโดยตรงกับรถขนน้ำมัน โดยไม่เข้าเก็บในถังน้ำมัน ซึ่งขณะนี้พลังงานจังหวัดสมุทรสาคร ไปแจ้งข้อกล่าวหาเอาผิดแล้ว ตาม พ.ร.บ.ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง ข้อหา “ตั้งสถานีบริการน้ำมันโดยไม่ได้รับอนุญาต, ใช้ถังผิดประเภทจากที่ได้รับอนุญาต, ถ่ายเทน้ำมันในการขนส่งน้ำมันไม่เป็นไปตามกฎกระทรวง เกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยในสถานที่เก็บน้ำมัน รวมถึงความผิด พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ข้อหา เป็นผู้ค้า แต่ไม่แจ้งรายละเอียดกับสถานีบริการน้ำมัน”

ส่วนการประวิงเวลาการจ่ายน้ำมัน จากการเข้าตรวจสอบบริษัทท่อส่งน้ำมันและเป็นคลังเก็บน้ำมัน จ.ปทุมธานี พบว่า บริษัทท่อส่งปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ค้า ซึ่งเป็นเจ้าของน้ำมันมี 6 บริษัทในการขนส่งทางท่อและคำสั่งเก็บน้ำมันเข้าคลังของปทุมธานี พบการใช้ไฟฟ้าผิดปกติ ในช่วงก่อนและหลังการประกาศราคาน้ำมันขึ้นวันที่ 26 มี.ค. อีกทั้งยังพบบัญชีน้ำมันดีเซลของเจ้าของน้ำมัน 6 บริษัท คงเหลืออยู่ในคลังแบบพร้อมจ่าย ณ วันที่ 25 มี.ค. รวม 29.4 ล้านลิตร จึงได้มอบหมายให้กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ออกหนังสือแจ้งให้เจ้าของน้ำมันทั้ง 6 บริษัท มาชี้แจงข้อมูลว่าทำไมถึงมีน้ำมันคงคลังเหลืออยู่ในวันที่ 25 มี.ค. ทั้งนี้ ชุดสืบสวนจะดำเนินคดีตามพยานหลักฐานทั้งหมดไม่มีการเลือกปฏิบัติ หากพบว่ามีความเชื่อมโยงไปยังบุคคลใดทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน เจ้าหน้าที่จะดำเนินคดีอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรมจนถึงที่สุด

ส่วน พ.ต.ต.ยุทธนา ระบุว่า ดีเอสไอ รับเป็นคดีพิเศษ 59/2569 โดยมีการแต่งตั้งคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ตรวจสอบ 6 โรงกลั่นภาคตะวันออกที่เรือน้ำมันลำเลียงส่ง จ.สุราษฎร์ธานี พบความผิดปกติ 2 ประการ 1.พฤติกรรมเรือต้องสงสัยปิดระบบระบุตัวตนอัตโนมัติ (สัญญาณ AIS : Automatic Identification System) และลักลอบถ่ายเทน้ำมันกลางทะเล ข้อมูลจากระบบวิเคราะห์พฤติกรรมทางเรือของ ศรชล. ตรวจสอบพบความผิดปกติของการเดินเรือจำนวน 20 เที่ยวเรือ จาก 24 เที่ยวเรือต้องสงสัย โดยพบข้อสังเกตสำคัญ คือ มีเรือถึง 10 เที่ยวเรือที่มีการปิดสัญญาณ AIS (Dark activity) , มี 2 เที่ยวเรือที่มีการจอดเทียบกันในทะเล (Ship to Ship : STS) นอกจากนี้ ยังพบว่ามีเรือที่ใช้เวลาเดินทางล่าช้ากว่าปกติ 1-2 วันหรือประวิงเวลา จำนวน 8 เที่ยวเรือ ของ 8 บริษัท จากเรือ 12 ลำ

2.ปริมาณน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ จากการตรวจสอบเอกสารแบบ น.ม.9 และ น.ม.10 พบว่ามีการแก้ไขวันที่เรือออกเดินทางจากเดือน ก.พ. เป็นเดือน มี.ค. ทำให้ระยะเวลาขนส่งจากชลบุรีไปสุราษฎร์ธานีที่ควรใช้เวลาเพียง 1 วัน กลายเป็น 1 เดือน ที่สำคัญยังพบเรือจำนวน 22 เที่ยวเรือ (จากเรือ 15 ลำ) ที่มีปริมาณน้ำมันปลายทางมากกว่าปริมาณน้ำมันที่รับจากโรงกลั่นต้นทาง ซึ่งในความเป็นจริงน้ำมันย่อมต้องมีการระเหยและลดลงระหว่างการขนส่ง

“ส่วนปริมาณน้ำมันหายที่ จ.สุราษฎร์ธานี ประมาณ 60 ล้านลิตร ไม่สามารถยืนยันจำนวนตัวเลขได้ชัดเจน เพราะขณะนี้ยังมีเอกสารของหน่วยงานราชการที่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษต้องการ เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐาน ซึ่งแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังส่งให้ไม่ครบถ้วน จะดำเนินการเร่งติดตามและนำมาวิเคราะห์พฤติการณ์การกระทำผิดเพิ่มเติมต่อไป โดยจะมีการเรียกผู้เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลที่ดีเอสไอภายในสัปดาห์หน้า”

นายเอกนัฏ กล่าวว่า ในช่วงเดือน มี.ค.ที่เกิดวิกฤต มีการกลั่นน้ำมันมากกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 แต่ยังได้รับแจ้งว่าปั๊มน้ำมันถูกลดโควตา แสดงให้เห็นว่าน่าจะมีการกักตุนเก็งกำไร ด้วยการซื้อน้ำมันในราคาเก่าที่ถูก เพื่อเก็บและไปรอขายในราคาใหม่ที่แพงกว่า โดยในช่วงเดือน มี.ค.ได้ใช้เงินกองทุนน้ำมันชดเชยกว่า 60,000 ล้านบาท เพื่อให้ประชาชนได้ใช้น้ำมันในราคาถูก  แต่พบว่าเงินชดเชยจำนวนนี้กลับไปชดเชยให้กับผู้ค้าให้ได้รับกำไรมากกว่าที่ควร ดังนั้น กระทรวงพลังงานได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ไปตรวจสอบคลังน้ำมันทั้งหมด รวมถึงเรียกเก็บข้อมูลปริมาณน้ำมันทั้งปริมาณที่มีอยู่ ปริมาณที่รับ และปริมาณที่จ่ายออกทุกวัน

ขณะนี้การผลิตน้ำมันกลับสู่ปริมาณปกติ และสามารถปรับอัตราการอุดหนุนกองทุนน้ำมันให้ขาดทุนต่อวันลดลงได้ จากที่เคยขาดทุนกว่า 2,000 ล้านบาท/วัน เหลือขาดทุนประมาณ 100 ล้านบาท/วัน เพื่อไม่ให้ต้องใช้มาตรการกู้เงิน หากราคาตลาดลดลงอีกก็จะสามารถลดราคาหน้าปั๊มลงได้ โดยในอีกไม่กี่วันจะมีการตรวจสอบข้อมูลราคาหน้าโรงกลั่น เพื่อพิจารณาว่าจะสามารถลดราคาลงอีกได้หรือไม่ หลังจากก่อนหน้านี้ปรับลดค่ากลั่นลง 2 บาท

รมว.พลังงาน กล่าวอีกว่า หากมีการกักตุนน้ำมันถือว่าเป็นการใช้เงินอุดหนุนฯ ผิดวัตถุประสงค์ ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นโรงกลั่นหรือผู้ค้าน้ำมันรายไหนมีความตั้งใจกักตุนเก็บไว้ ไม่ขายน้ำมันตามที่ควรทำ ทำให้กองทุนเสียหาย แทนที่ 60,000 ล้านบาท จะทำให้ราคาน้ำมันถูกลง แต่กลับไปเป็นรายได้ที่ไม่ควรได้ของผู้ค้า ทางกองทุนจะดำเนินการเรียกค่าเสียหายกลับคืนมา

เมื่อถามว่า พฤติกรรมการประวิงเวลาของเรือขนส่งน้ำมันส่อว่าผู้ประกอบการรู้ล่วงหน้าว่าจะมีการขึ้นราคาน้ำมันในวันที่ 25 มี.ค. หรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า จากสถานการณ์ก่อนหน้านี้ที่มีการอุดหนุนราคาน้ำมันในราคาสูง ผู้ค้าย่อมเล็งเห็นหรือคาดการณ์ได้ว่าอย่างไรราคาก็ต้องเพิ่มขึ้น ดังนั้น แทนที่จะขายวันนี้เป็นอีกวัน เพราะเขาคาดการณ์ได้ว่าราคาจะขึ้น

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ในส่วนของการปราบปรามและการดำเนินคดีจะมีแผนประทุษกรรมหลายรูปแบบทั้งทางบกและทางน้ำ ซึ่งจะใช้แนวทางมาตรการตรวจสอบเดียวกันทั้ง 92 คลังน้ำมัน 245 จ็อบเบอร์ 24,556 สถานีบริการ ซึ่งคณะกรรมการคดีพิเศษ ได้รับคดีที่เกี่ยวกับการกักตุนน้ำมันไว้เป็นคดีพิเศษแล้ว 3 คดี แนวทางการสอบสวนบางเรื่องมีการตั้งข้อสังเกตที่ต้องไปสอบสวนในเชิงลึก เช่น คดีที่ จ.อ่างทอง ต้องไปตรวจสอบปริมาณน้ำมันและการได้มาของน้ำมัน ยืนยันได้ว่าจากนี้จะไม่มีไอ้โม่ง จะมีแต่ผู้ต้องหา

ข่าวที่เกี่ยวข้อง