ห้องข่าวภาคเที่ยง - การดำเนินคดีกับ "นายอัจฉริยะ" นักเปิดโปงทุจริต ตำรวจเองก็ใช้ความระมัดระวังขั้นสุด ในการพยายามที่จะไม่ทำให้เกิดข้อผิดพลาดใด ๆ ระหว่างการดำเนินคดี ทั้งตอนที่พาตัวมาถึงที่กองปราบฯ และพาตัวไปขออำนาจศาลฯ ฝากขัง
นี่เป็นภาพตอนที่ตำรวจชุดจับกุม พาตัว นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงษ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม กับพวกเดินเข้าไปด้านในอาคาร กองบังคับการปราบปราม เพื่อไปทำบันทึกจับกุม และสอบปากคำในคดีที่ถูกกล่าวหาว่า เขากับพวกมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกรรโชกทรัพย์ ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นสามี-ภรรยา พลเรือนที่ประกอบอาชีพนายหน้า และ ตำรวจระดับ "ผู้กำกับการ" สังกัดสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เป็นเงินรวมกว่า 2.5 ล้านบาท แลกกับการไม่นำข้อมูลไปแฉไลฟ์สดผ่านโซเชียลฯ ในประเด็น "ขบวนการลักลอบนำผู้ต้องหาชาวจีน ออกจากห้องกักของ ตม." โดยมีหลักฐานสำคัญ คือ ภาพวงจรปิด คลิปเสียงการสนทนา และถุงใส่เงิน
ซึ่งต่อมา ตำรวจก็ไปควบคุมตัว นายอัจฉริยะ ได้ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งริมคลองประปา ถนนพระรามที่ 6 แล้วพาตัวไปค้นหาหลักฐานเพิ่มเติมที่บ้านพักย่านสุขสวัสดิ์ ส่วนผู้ต้องหาที่เหลืออีก 5 คน ก็มีทั้งพลเรือนทั่วไป ทหารที่เป็นคนสนิท ตำรวจยศ พันตำรวจเอก ตำแหน่ง "รองผู้บังคับการ" ที่ทยอยเดินทางมาพบพนักงานสอบสวน เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาในคดีเดียวกัน
คดีนี้ว่ากันตามจริงแล้ว นายอัจฉริยะ เอง ก็เหมือนจะรู้ตัวว่ามีคนจะแจ้งความดำเนินคดีกับตัวเองในข้อหานี้ เลยไปลงบันทึกประจำวันไว้กับพนักงานสอบสวน กองกํากับการ 2 กองบังคับการปราบปราม เมื่อวันที่ 30 มีนาคมที่ผ่านมา โดยมีการระบุว่า เป็นคดีที่เกิดขึ้นในพื้นที่พัทยา อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ระหว่างวันที่ 9-28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
ส่วนผลการสอบปากคำตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา พลตำรวจตรี พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผู้บังคับการปราบปราม ให้ข้อมูลว่า พนักงานสอบสวนได้แยกสอบปากคำผู้ต้องหา จนแล้วเสร็จเมื่อช่วงเช้ามืด ซึ่งทุกคนให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่ละคนให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ส่วนท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนคัดค้านการประกันตัว รายละเอียดการสอบปากคำ ตอนนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยได้เพราะอยู่ในสำนวนคดีแล้ว ส่วนเหตุที่ต้องสอบปากคำนาน เพราะมีรายละเอียดเกี่ยวกับการรับเงิน เป็นการแจ้งข้อหา "ร่วมกันกรรโชกทรัพย์" จึงต้องนำเรื่องทรัพย์มาดำเนินการสอบสวนเป็นหลัก
เมื่อดำเนินการสอบสวนเสร็จสิ้น เช้าวันนี้ตำรวจจึงมีกำหนดการที่จะต้องพาตัวผู้ต้องหาทั้งหมดไปขออำนาจศาลฯ ฝากขัง พร้อมยื่นคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูง และมีโอกาสที่ผู้ต้องหาจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานได้ ผู้สื่อข่าวก็พากันไปรอที่หน้ากองปราบฯ อย่างที่เห็น แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครออกมา ก่อนได้รับการยืนยันว่า ตำรวจได้พาตัวผู้ต้องหาทั้งหมดไปขึ้นรถอีกประตู และขับออกไปแล้ว
ดูฝั่งผู้ต้องหาแล้ว ก็ไปดูฝั่งผู้เสียหายบ้าง ผู้สื่อข่าวหลายสำนัก พยายามช่วยกันติดต่อสอบถามไปทาง พันตำรวจเอก วัชรพล หรือ ผู้กำกับเคน หนึ่งในผู้เสียหายคดีนี้ ถามกันไปตรง ๆ ถึงเหตุที่ผู้เสียหายเข้าไปคุยในสำนักงาน ชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ของ "นายอัจฉริยะ" และภาพวงจรปิดนี้ "นายอัจฉริยะ" ก็ให้ทีมงานส่งภาพนี้กับสื่อมวลชนมาเองด้วย ไปฟังกันหน่อยว่า เจ้าตัวจะอธิบายเรื่องนี้อย่างไร
อย่างไรก็ตามคดีที่เกี่ยวข้องกับ นายอัจฉริยะ นี้ มีการสั่งตรวจสอบแยกกันเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือคดี ผู้ต้องหาออกจากห้องกักของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ที่ได้สั่งการให้ กองบัญชาการตำรวจนครบาล ไปสอบสวนเรื่องนี้แล้ว ส่วนอีกคดีก็คือ คดีกรรโชกทรัพย์ ที่ตอนนี้ กองปราบฯ รับดำเนินการ
ล่าสุด โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีคำสั่งไปยังต้นสังกัด ให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องของพฤติกรรมตำรวจที่ถูกออกหมายจับ เนื่องจากมีหลักฐานที่ระบุชัดเจนว่า ตำรวจนายดังกล่าว มีสังกัดอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ แต่กลับปรากฏมาอยู่ในพื้นที่ "นครบาล" และอยู่ในขบวนการจนถูกออกหมายจับ มีหลักฐานชัดเจนมากน้อยเพียงใด หากเข้าข่ายกระทำความผิด ก็ให้พิจารณาเรื่องของวินัยอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด ซึ่งตามขั้นตอนผู้ถูกกล่าวหา จะต้องรายงานตัวต่อต้นสังกัดว่าต้องคดีอาญา จากนั้นต้นสังกัดก็จะรายงานมายังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก่อนที่จะพิจารณาในเรื่องของด้านการปกครอง เบื้องต้นคาดว่าจะพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 5 วัน หากพบว่ามีความผิด หรือต้องสงสัยว่ากระทำจริง ก็อาจมีคำสั่ง ให้ออกจากราชการไว้ก่อน ซึ่งความชัดเจนทั้งหมด จะมีการแถลงอย่างเป็นทางการอีกครั้ง 13.30 น. วันนี้