ตำรวจยันหลักฐานมัดคดีกรรโชกทรัพย์ ตม.

ตำรวจยันหลักฐานมัดคดีกรรโชกทรัพย์ ตม.

View icon 36
วันที่ 22 เม.ย. 2569 | 15.30 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
ตำรวจยันหลักฐานมัดคดีกรรโชกทรัพย์ ตม. กลุ่มผู้ต้องหาแบ่งหน้าที่กันทำ “อินฟลู-ข่มขู่-รับเงิน” ด้าน บิ๊กเต่าเชื่อมีคดีอื่นอีก ขอให้ผู้เสียหายเข้าแจ้งความ ส่วน โฆษก ตร. ย้ำให้ออก-ไล่ออกตร. คดีปล่อยตัวผู้ต้องกัก ตม. แล้ว 7 นาย และอีก 4 นายอยู่ระหว่างพิจารณาโทษวินัย

วันนี้ (22 เม.ย.69) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ และโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับตำรวจสอบสวนกลาง แถลงความคืบหน้าการดำเนินคดีกรรโชกทรัพย์ เงิน 2.5 ล้านบาท กับตำรวจตรวจคนเข้าเมือง เพื่อแลกกับการไม่ออกมาแฉเปิดโปงการปล่อยตัวผู้ต้องกักชาวจีนที่อยู่ในการดูแลของ ตม.

ผู้กำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม เปิดเผยว่า เบื้องต้นจากการสอบปากคำผู้ต้องหาทั้ง 6 คนยังคงให้การปฏิเสธ แต่บางคนก็ให้การปฏิเสธแบบที่มีข้อมูลที่เป็นประโยชน์อยู่บ้าง ซึ่งก็อยู่ในกระบวนการสอบปากคำ อย่างไรก็ตาม จากพยานหลักฐานพบว่ากลุ่มของผู้ต้องหามีการแบ่งหน้าที่และแผนประทุษกรรมอย่างชัดเจน โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ๆ คือ 1.ส่วนของอินฟลูเอนเซอร์ที่มีความน่าเชื่อถือในสังคม 2.กลุ่มที่ทำหน้าที่ข่มขู่ สร้างเงื่อนไข หรือกระบวนการที่ทำให้ผู้เสียหายจำเป็นต้องยินยอมจ่ายเงิน และกลุ่มที่ 3.กลุ่มที่ทำหน้าที่รับเงิน ซึ่งกระบวนการนี้มีการเรียกรับเงินตั้งแต่ต้นปี 2569 เป็นต้นมา จนกลุ่มผู้เสียหายยินยอมจ่ายเงิน แต่ก็ยังมีการแฉอยู่ จนผู้เสียหายตัดสินใจเข้าแจ้งความเมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งตำรวจมีพยานหลักฐานต่างๆ ชัดเจน ว่ามีการจ่ายเงินและเงินไปถึงใคร

ทั้งนี้ยืนยันว่า ตำรวจพร้อมเปิดรับพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงจากทั้ง 2 ฝ่าย อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าน่าจะมีบุคคลที่เกี่ยวข้องมากกว่านี้ ซึ่งจะขยายผลถึงผู้ร่วมขบวนการทั้งหมดและดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนแก๊งนี้จะเคยไปเรียกรับเงินลักษณะเดียวกันนี้กับบุคคลอื่นมาก่อนหรือไม่นั้น ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่หากมีผู้เสียหายตกเป็นเหยื่อ ก็ขอให้เข้าแจ้งความกับตำรวจสอบสวนกลางได้ทันที

ส่วนกรณีที่ผู้ต้องหา เปิดคลิปกล้องวงจรปิดที่ผู้เสียหายมาหาถึงสำนักงานย่านพระประแดง ก็ไม่กังวลว่าจะกระทบต่อรูปคดี เพราะตำรวจได้ตรวจยึดพยานหลักฐานทั้งหมดไว้แล้ว และอยู่ระหว่างการตรวจสอบ สิ่งที่ตำรวจกังวลจึงไม่ใช่ข้อมูลที่เล่นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ แต่ตำรวจให้ความสำคัญเรื่องรายละเอียดในสำนวนคดี และกระบวนการดำเนินคดีอาญาที่ถูกต้องเป็นธรรม

ขณะที่ พลตำรวจตรี จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดเผยว่า ยืนยันว่าการดำเนินการครั้งนี้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่การกลั่นแกล้งหรือเอาคืน หรือโกรธแค้น แต่เป็นการบังคับใช้กฎหมายโดยอาศัยพยานหลักฐานที่มากพอสมควรในการเอาผิดกลุ่มผู้ต้องหา และยังพบข้อมูลที่กลุ่มผู้ต้องหาไปกระทำความผิดนั้น มีมากกว่าคดีนี้แน่นอน ก็ขอให้ผู้ที่เคยถูกกลุ่มผู้ต้องหาดังกล่าวเรียกรับเงินในลักษณะกรรโชกทรัพย์ เข้าให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ เพื่อใช้ในการสืบสวนและขยายผลไปยังคดีที่เกี่ยวข้องต่อไป

ขณะที่ พลตำรวจโท ไตรรงค์ เปิดเผยว่าในคดีกรรโชกทรัพย์ กับเรื่องการตรวจสอบข้อเท็จจริงการปล่อยตัวผู้ต้องกักของ ตม. สวนพลู นั้นแยกตรวจสอบเป็นคนละส่วนกัน หากพบเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดไม่ว่าจะในคดีใดก็ตาม จะต้องดำเนินคดีทั้งทางวินัยและอาญาอย่างเด็ดขาด เบื้องต้นในคดีของการปล่อยตัวผู้ต้องกักนั้น ตรวจสอบทั่วประเทศ และในส่วนของกองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้ให้ออกและไล่ออกตำรวจไปแล้ว 7 นาย และคดีอยู่ในชั้นพิจารณาของ ป.ป.ช. นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างพิจารณาความผิดทางวินัยอีก 4 นาย ในสังกัดตำรวจภูธรภาค 2 , 3 , 4 , และ 7 ส่วนที่เหลือที่อาจมีเพิ่มเติมก็อยู่ระหว่างขยายผล

ส่วนข้อมูลตัวเลขผู้ตัองกักที่ไม่ตรง หรือหายไปนั้น อาจมาจากความผิดพลาดด้านการจัดเก็บข้อมูล เมื่อตรวจสอบแล้ว พบว่าผู้ต้องหาบางคนส่งตัวกลับมาแล้ว แต่ไม่ได้บันทึกข้อมูล บางส่วนก็อยู่ในการควบคุมตัวของเรือนจำ ไม่ได้มีการส่งยอด หรือส่งตัวกลับมาที่ตำรวจ ตม. แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังตรวจสอบอยู่ และตรวจสอบทุกหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้อง หากพบการกระทำความผิดจริง ก็จะต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาดทั้งหมด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง