ตำรวจกัมพูชา ทลายรังสแกมเมอร์ในปอยเปต

View icon 18
วันที่ 23 เม.ย. 2569 | 07.07 น.
สนามข่าว 7 สี
แชร์
สนามข่าว 7 สี - ตำรวจกัมพูชาบุกทลายแก๊งสแกมเมอร์ ในเมืองปอยเปต 2 จุด จับกุมผู้ต้องหาได้มากกว่า 300 คน และมีเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด

เป็นภาพขณะตำรวจกัมพูชา เข้าจับกุมสมาชิกแก๊งสแกมเมอร์ ในเมืองปอยเปต 2 จุด ในพื้นที่ อำเภออูรชเราะ เมืองปอยเปต และจังหวัดบันเตียนเมียนเจย ซึ่งมีการยิงปืนขึ้นฟ้าหลายนัดเพื่อควบคุมสถานการณ์ และสกัดการหลบหนีของสมาชิกแก๊งสแกมเมอร์

นอกจากนี้ สมาชิกแก๊งอีกส่วนที่อยู่ด้านบนที่พัก และไม่ได้วิ่งลงมาเหมือนกับสมาชิกแก๊งคนอื่น ได้มีการโยนสิ่งของและแผ่นไม้ รวมไปถึงอาจจะเป็นของกลางลงมาจากอาคารสูง

ซึ่งการบุกจับกุมครั้งนี้ ตำรวจกัมพูชาจับกุมผู้ต้องหาได้มากกว่า 300 คน พร้อมของกลางจำนวนมาก อาทิ คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในการก่อเหตุ

การจับกุมดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ The Wall Street Journal ได้เผยแพร่บทความเรื่อง อาชญากรรมไซเบอร์กลายเป็นอุตสาหกรรมชั้นนำใน Scambodia ได้อย่างไร โดยมีเนื้อหาว่า ประเทศกัมพูชาได้กลายเป็นศูนย์กลางหลักของอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ โดยการดำเนินงานต้มตุ๋นหลอกลวงขนาดใหญ่สามารถสร้างรายได้มหาศาลถึงประมาณ 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 40% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อย่างเป็นทางการของกัมพูชา

นอกจากนี้ ยังเป็นการจับกุมในช่วงที่ นายหวังอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน และ นายตงจุน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของจีน เดินทางไปยังทําเนียบรัฐบาลกัมพูชาเพื่อพบปะและหารือกับ นายฮุนมาเน็ต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา

ซึ่ง นายหวังอี้ เป็นผู้ที่จริงจังกับการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และแก๊งสแกมเมอร์ออนไลน์อย่างจริงจังมาโดยตลอด ซึ่งอาจเป็นส่วนหนึ่งของทางการกัมพูชาในการดำเนินการจับกุมแก๊งสแกมเมอร์ครั้งนี้

ขณะที่ หลังกระทรวงวัฒนธรรมและศิลปกรรมกัมพูชา ได้ประท้วงต่อการปรากฏตัวของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของไทย รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ปราสาทตาควาย ตลอดจนการจัดกิจกรรมที่ปราสาทตาควาย เมื่อวันที่ 22 เมษายน สื่อกัมพูชาก็ได้มีการนำเสนอข่าวดังกล่าว ซึ่งมีทั้งชาวไทยและชาวกัมพูชาเข้าไปแสดงความคิดเห็นตอบโต้กันเป็นจำนวนมาก

กองทัพภาคที่ 1 ชี้แจง กรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงเส้นทางน้ำรุกล้ำพื้นที่เขตแดนอธิปไตยของไทย บริเวณ อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว ว่า กองกำลังบูรพา พบพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่ยังมีการตกค้างของทุ่นระเบิด กับระเบิดจากสถานการณ์การสู้รบในอดีต และมีการเปลี่ยนแปลงเส้นทางน้ำจริง โดยอยู่ในแผนการเก็บกู้ฯ ส่วนเส้นทางน้ำได้ดำเนินการปรับพื้นที่ให้กลับมาอยู่ในแนวเดิมแล้ว และจะดำเนินการในพื้นที่อื่น ๆ ที่มีการรุกล้ำในลักษณะเดียวกัน โดยจะสำรวจและทำหนังสือประท้วงไปยังฝ่ายกัมพูชาตามกลไกระหว่างประเทศ โดยยึดถือตามถ้อยแถลงร่วม Joint Statement จากการประชุม GBC สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3 เมื่อ 27 ธันวาคม 2568 อย่างเคร่งครัด

ส่วนกรณีธงชาติไทยหายไปจากเสาธง ในพื้นที่ตัวยู ในอำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการขุดเปลี่ยนเส้นทางน้ำก่อนหน้านี้ และฝ่ายไทยได้ถมดินกลับเข้าไปให้เป็นเหมือนเดิม

นายแนบ สุขศิริ อายุ 80 ปี อดีตทหาร และอาศัยอยู่ในพื้นที่อำเภอโป่งน้ำร้อน กล่าวด้วยความโมโหว่า ธงชาติ ปกติถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทหาร จะล้มหรือหายในสนามรบไม่ได้ ธงชาติไทยสูญหายเป็นเรื่องของความหย่อนยาน ขาดวินัย ไม่มีความเด็ดขาด

ทีมข่าวยังได้ลงพื้นที่รูปตัวยู ที่บ้านผักกาด ตำบลคลองใหญ่ อำเภอโป่งน้ำร้อน พร้อมกับ นาวาเอก ปรัชญา หารเทียม ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี ซึ่งเปิดเผยว่า ขณะนี้ได้มีการนำธงชาติผืนใหม่ใหญ่กว่าเดิมขึ้นไปเปลี่ยนแทนของเก่า และมีการเสริมแนวลวดหนามเป็น 3 ชั้น มีการติดกล้องวงจรปิด พร้อมจัดกำลังทหารเฝ้าดูแลตลอด 24 ชั่วโมง

ซึ่งขณะที่ทีมข่าวลงพื้นที่ พบว่ามีทหารกัมพูชาขี่รถจักรยานยนต์มาจอดสังเกตการณ์ อยู่ฝั่งตรงข้ามของลำคลองหลายคัน โดยมีการจอดสังเกตการณ์และถ่ายภาพอยู่พักใหญ่ จึงมีการขี่ออกไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง