CIB เปิดปฏิบัติการ ดับแก๊งมาเฟียอันดามัน “ลวง อุ้ม ปล้น”

CIB เปิดปฏิบัติการ ดับแก๊งมาเฟียอันดามัน “ลวง อุ้ม ปล้น”

View icon 63
วันที่ 23 เม.ย. 2569 | 11.56 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
ตำรวจสอบสวนกลาง เปิดปฏิบัติการ ทลายแก๊งมาเฟียอันดามัน “ลวง อุ้ม ปล้น” รวบผู้ต้องหาได้เกือบยกแก๊ง พบประวัติเคยถูกต้องโทษ และมีหมายจับติดตัว

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปราม ร่วมกันตรวจค้น จับกุม ผู้ต้องหา 8 คน ประกอบด้วย น.ส.นาตยา อายุ 52 ปี ,นายปฐมพงษ์ อายุ 59 ปี ,นายเจษฎากร อายุ 58 ปี ,น.ส.พนิดา อายุ 55 ปี ,น.ส.อัจจิมา อายุ 33 ปี ,นายสุนทร อายุ 56 ปี ,น.ส.ซาฮ่าร่า อายุ 27 ปี และนางรัชนี อายุ 46 ปี พร้อมตรวจยึดของกลาง รถยนต์ 4 คัน โทรศัพท์มือถือ สมุดบัญชีธนาคาร หมวกไหมพรม

ผู้ต้องหาลำดับที่ 1 – 6 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันปล้นทรัพย์, ร่วมกันชิงทรัพย์, เป็นอั้งยี่และซ่องโจร, ร่วมกันพยายามหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น, ร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป ข่มขืนใจผู้อื่น และร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้อื่นนั้น” แจ้งเพิ่มเติมผู้ต้องหาลำดับที่ 2 ,3 (นายปฐมพงษ์ และนายเจษฎากร) ฐาน แสดงตนเป็นเจ้าพนักงาน และกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน โดยตนเองมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจกระทำการนั้น

การจับกุมสืบเนื่องจาก น.ส.ดาว ผู้เสียหาย แจ้งความ ที่ สภ.อ่าวลึก ให้ดำเนินคดีอาญากับ น.ส.นาตยา ผู้ต้องหากับพวก ที่ได้ร่วมกันทำร้ายร่างกายและเอาทรัพย์สิน ไปจากปั๊มน้ำมัน เมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2569 ต่อมาวันที่ 30 ม.ค.2569 ผู้เสียหายได้เข้าร้องขอความช่วยเหลือกับตำรวจ กก.5 บก.ป. เนื่องจากเกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม และกลัวว่าจะได้รับอันตรายจากกลุ่มผู้ก่อเหตุ ตำรวจจึงลงพื้นที่หาหลักฐาน พบว่ากลุ่มผู้ต้องหามีการวางแผนล่วงหน้า แบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน ซึ่งมูลเหตุเชื่อว่ามาจากความความขัดแย้งส่วนตัวระหว่าง น.ส.พนิดา กับ นายวิเศษ ที่เคยอยู่กินฉันสามีภรรยา ต่อมาในปี พ.ศ.2567 น.ส.พนิดา ถูกจำคุกในคดียักยอกทรัพย์ ที่เรือนจำจังหวัดภูเก็ต ภายหลังพ้นโทษปี 2568 ได้พยายามเรียกร้องเงินจากนายวิเศษ 500,000 บาท เพื่อแลกกับการไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกัน แต่นายวิเศษไม่ยินยอม จึงเชื่อว่า น.ส.พนิดา โกรธแค้น และร่วมกันวางแผนก่อเหตุ โดย เสนอขายรถยนต์เป็นข้ออ้าง เพื่อล่อลวงให้นายวิเศษ และ น.ส.หนิง ไปยังสถานที่นัดหมาย เพื่อกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งอันอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินของบุคคลดังกล่าว

แต่ในวันเกิดเหตุ นายวิเศษ ไม่ได้มา เพราะผิดสังเกต และไม่ได้สนใจซื้อรถมาตั้งแต่ต้น จึงติดต่อให้ น.ส.ดาว ผู้เสียหาย ซึ่งมีอาชีพเสริมรับซื้อรถยนต์มือสอง ไปดูและซื้อขายกันเอง แม้กลุ่มผู้ต้องหารู้ดีว่าเป้าหมายเปลี่ยนไป แต่ไม่ได้ยุติแผนการ มีการติดต่อนัดหมาย เดินทางมายังสถานที่เกิดเหตุ เมื่อผู้เสียหายมาถึงที่ปั๊มน้ำมันเกิดเหตุ ได้พบกลุ่มผู้ต้องหาร่วมกันแสดงบทบาทแตกต่างกัน

โดย น.ส.นาตยา มีหน้าที่เป็นผู้เสนอขายรถยนต์ รับโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร 110,000 บาท และรับเงินสด 140,000 บาท มาจากผู้เสียหาย จากนั้นส่งเงินสดต่อให้นายปรีชา แล้วเดินไปขึ้นรถยนต์ออกจากจุดเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุ ก็ได้โอนเงินต่อไปให้ น.ส.พนิดา 69,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 41,000 บาท น.ส.นาตยา เก็บไว้ใช้จ่ายส่วนตัว

นายปรีชา เป็นผู้รับการประสานงานจากนายสุนทร มีหน้าที่เป็นผู้ขับรถยนต์กระบะคันที่นำมาเสนอขายมาให้ผู้เสียหายดู โดยไม่ได้มอบกุญแจรถให้กับผู้เสียหาย และรับเงินสด 140,000 บาท ต่อมาจาก น.ส.นาตยา หลังจากนั้นก็รีบเดินออกจากจุดเกิดเหตุ พาเงินสดของผู้เสียหายหลบหนีไป

นายเจษฎากร และนายปฐมพงษ์ ขับรถยนต์เก๋งเข้ามาจอดรอในจุดเกิดเหตุ ไม่ดับเครื่องยนต์ และไม่ปิดไฟ รอเวลาจนผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร ส่งมอบเงินสดให้เสร็จเรียบร้อย จากนั้นนายเจษฎากร  และนายปฐมพงษ์ มีหน้าที่ร่วมกันใช้กำลังประทุษร้าย ฉุดกระชากผู้เสียหายให้ขึ้นรถ โดยอ้างตัวว่าเป็นตำรวจ เพื่อจะพาออกไปจากที่เกิดเหตุ แต่ผู้เสียหายดิ้นรนขัดขืน จนสามารถเอาตัวรอดออกมาได้ โดยนายปฐมพงษ์ และนายเจษฎากร ได้เอากระเป๋าสะพายของผู้เสียหายหลบหนีออกไปจากจุดเกิดเหตุ ซึ่งภายในกระเป๋ามีเงินสด 120,000 บาท โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง

น.ส.พนิดา เดินเข้ามายังจุดเกิดเหตุเพื่อจะขับรถยนต์กระบะคันที่นำมาเสนอขาย ออกจากจุดเกิดเหตุ แต่ผู้เสียหายวิ่งไล่ติดตาม จนไม่สามารถขับรถออกไปได้ ต่อมาได้ส่งมอบกุญแจรถยนต์ให้ น.ส.อัจจิมา นำออกจากที่เกิดเหตุ และรับโอนเงิน 50,000 บาท ในลักษณะที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับเงินของผู้เสียหาย

น.ส.อัจจิมา อยู่ด้วยกันกับ น.ส.พนิดา มาตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ มีการประสานงานต่อเนื่องกับ นายสุนทร มีการส่งข้อมูลบัญชีธนาคารให้ น.ส.นาตยา เพื่อใช้ในรับโอนเงินของผู้เสียหายเข้า อยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุตลอดช่วงเวลาเกิดเหตุ โดยได้รับกุญแจจาก น.ส.พนิดา แล้วขับรถยนต์กระบะคันที่เสนอขาย ออกไปจากที่เกิดเหตุ อีกทั้งมีนายสุนทร มีหน้าที่ลักษณะเป็นผู้ควบคุมการแสดงบทบาทของแต่ละคน อยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุตลอดช่วงเวลาเกิดเหตุ และมีบทบาทผ่าน “การสื่อสารในช่วงวิกฤต” แสดงให้เห็นชัดว่านายสุนทรเป็น  “จุดกระจายข้อมูล” ไปยังบุคคลอื่น

จากการตรวจสอบประวัติคดีพบว่านายปฐมพงษ์ เคยก่อคดีกรรโชกทรัพย์มาแล้ว 2 ครั้ง โดยเมื่อปี 2555 ก่อเหตุกรรโชกทรัพย์ในพื้นที่ สภ.เขาพนม จ.กระบี่ คดีนี้ศาลพิพากษาวันที่ 15 ก.พ.2566 ลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน ต่อมาในปี 2560 ได้ก่อเหตุในพื้นที่ สภ.ฉลอง จ.ภูเก็ต โดยมีพฤติกรรมแอบอ้างเป็นตำรวจสืบสวนภาค 8 นอกเครื่องแบบ เข้าจับกุมวัยรุ่นลักลอบดื่มน้ำกระท่อม ก่อนจะเรียกเงิน 25,000-30,000 บาทต่อราย เพื่อแลกกับการปล่อยตัวไม่ดำเนินคดี ก่อนจะใส่กุญแจมือและพาขึ้นรถขับพาไปยังห้องพักบังกะโลแห่งหนึ่ง โดยคล้ายกับว่าเป็นเซฟเฮาส์เพื่อสอบสวนขยายผล ซึ่งในคดีนี้ศาลพิพากษา เมื่อวันที่ 22 พ.ย.2560 ลงโทษจำคุก 7 ปี 6 เดือน พ้นโทษออกมาเมื่อ 30 ส.ค.2564 (จำคุกจริง 3 ปี 9 เดือนเศษ)ตำรวจจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานส่งมอบให้พนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดี จนนำไปสู่การออกหมายจับผู้ต้องหา จำนวน 7 ราย ตามหมายจับศาลอาญาที่ 2159 - 2165/2569 ลงวันที่ 17 เม.ย.2569

ต่อมาวันที่ 21 เม.ย.2569 ตำรวจในสังกัด บก.ป. ได้วางแผนเข้าตรวจค้นเป้าหมาย 7 จุดตรวจค้น ในพื้นที่จังหวัดกระบี่ ตรัง นครศรีธรรมราช และกาญจนบุรี โดยมีผลการตรวจค้น จับกุมผู้ต้องหาได้ 6 คน และตรวจยึดของกลางดังกล่าวข้างต้น นำส่งพนักงานสอบสวน กก.5 บก.ป. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนผู้ต้องหาที่ยังหลบหนีอีก 1 คน อยู่ระหว่างติดตามจับกุมมาดำเนินคดี

ในชั้นจับกุมผู้ต้องหาบางคน ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าว บางคนให้การสอดคล้องกับพยานหลักฐาน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี นอกจากนั้นได้ดำเนินตรวจค้น จับกุมเพิ่มเติมอีก 2 คน เนื่องจากเป็นเจ้าของบัญชี และผู้ใช้งานบัญชีธนาคารที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินของผู้เสียหายโดยตรง ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่ามีหมายจับติดตัวอยู่แล้วทั้ง 2 คน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง