ญาติร้องสายไหมต้องรอดช่วยคดี อดีตทหารเป็นโชเฟอร์รถแท็กซี่จิตอาสาที่เกาะสมุย ถูกมาเฟียป้ายดำ รุมฆ่าดับคาพวงมาลัย ตำรวจอ้างกล้องวงจรปิดเสีย ทำแค่คนเดียว แต่คลิปหลักฐานมัดกรูยิงกว่า 8 คน จนครอบครัวหวาดผวา
วันนี้ (26 พ.ค. 69) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ครอบครัวและญาติของ นายศิขรินทร์ อายุ 31 ปี เป็นอดีตทหาร ประกอบอาชีพเป็นคนขับแท็กซี่สาธารณะและมีจิตอาสาในการช่วยเหลือสังคม โดยเฉพาะการให้บริการรับส่งผู้ที่ตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ยากไร้โดยไม่คิดค่าโดยสาร ได้เข้าร้องเรียนขอความช่วยเหลือกับ นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด หลังจาก นายศิขรินทร์ ถูกกลุ่มมาเฟียแท็กซี่ป้ายดำรุมทำร้ายและกระหน่ำยิงเสียชีวิตอย่างโหดเหี้ยมกลางเกาะสมุย ท่ามกลางสายตานักท่องเที่ยวต่างชาติ ซ้ำร้ายพฤติกรรมตำรวจในพื้นที่ส่อพิรุธ อ้างกล้องวงจรปิดเสีย และมีผู้ก่อเหตุเพียงคนเดียว แต่มีคลิปหลักฐานจากพลเมืองดีกลับฟ้องชัด เป็นการรุมอย่างน้อย 5-8 คน จนครอบครัวหวาดกลัวต้องพากันหนีตาย
พี่ชายของผู้เสียชีวิต ระบุว่า ผู้เสียชีวิตเป็นอดีตทหารที่ลาออกมาประกอบอาชีพขับรถแท็กซี่ถูกกฎหมายที่เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อหาเงินเลี้ยงดูภรรยาและลูกน้อยวัยเพียงเดือนเศษ แต่กลับต้องเผชิญกับกลุ่มมาเฟียแท็กซี่ป้ายดำในพื้นที่ ซึ่งมีการเรียกเก็บเงินส่วย แลกกับการยอมให้รับผู้โดยสาร ซึ่งที่ผ่านมาผู้เสียชีวิตยอมจ่ายมาโดยตลอดเพื่อตัดปัญหา
กระทั่งในวันเกิดเหตุวันที่ 23-24 พ.ค. 69 ผู้เสียชีวิตได้ขับรถไปส่งผู้โดยสารชาวต่างชาติที่หน้าโรงแรมแห่งหนึ่งตามปกติ แต่กลับถูกกลุ่มผู้มีอิทธิพลกรูเข้ามาล้อมรถ เปิดประตูทำร้ายร่างกายทั้งซ้ายและขวา ผู้เสียชีวิตพยายามจะใส่เกียร์เพื่อขับรถหลบหนี แต่กลับถูกหนึ่งในกลุ่มคนร้ายชักอาวุธปืนจ่อยิงเข้าที่หน้าอกในระยะเผาขน จนรถเสียหลักพุ่งไปชนกำแพงโรงแรมและรถจักรยานยนต์ใกล้เคียง เป็นเหตุให้เสีชีวิตคาที่ทันทีในรถแท็กซี่
หลังเกิดเหตุ ภรรยาและแม่ของผู้เสียชีวิตได้เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.บ่อผุด แต่กลับได้รับข้อมูลที่สร้างความคลางแคลงใจ โดยตำรวจอ้างว่ากล้องวงจรปิดในจุดเกิดเหตุเสียทั้งหมด และจากการสอบสวนเบื้องต้นสรุปว่า คนร้ายก่อเหตุเพียงลำพังคนเดียว โดยเกิดจากการทะเลาะชกต่อยกันริมถนน ก่อนที่คนร้ายจะวิ่งตามมายิง ซึ่งขัดกับความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง นอกจากนี้ยังระบุว่าผู้ลงมือยิงได้นั่งเรือสปีดโบตหลบหนีออกจากเกาะสมุยไปแล้ว ส่วนผู้ร่วมขบวนการที่เหลือไม่มีความคืบหน้าในการติดตามตัว แต่ความจริงปรากฏขึ้นเมื่อมีพลเมืองดีส่งคลิปวิดีโอที่นักท่องเที่ยวต่างชาติบันทึกภาพเหตุการณ์เอาไว้ได้ในขณะเกิดเหตุ ซึ่งภาพในคลิปแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน ว่ามีกลุ่มชายฉกรรจ์รุมล้อมทำร้ายผู้เสียชีวิตจำนวนประมาณ 5-8 คน ก่อนจะมีการลั่นไกสังหาร ไม่ได้เป็นการก่อเหตุเพียงลำพังตามที่ตำรวจกล่าวอ้าง ทำให้ครอบครัวถึงกับช็อกเมื่อได้เห็นภาพเหตุการณ์จริง
พี่ชายของผู้เสียชีวิต ระบุอีกว่า สิ่งที่ตำรวจพูดกับคลิปที่เห็นเป็นคนละเรื่องกันเลย ในคลิปชัดเจนว่ากรูเข้าไปรุมทำร้ายแล้วชักปืนจ่อยิงที่อก ตอนนี้ครอบครัวหวาดกลัวมาก มีสายโทรศัพท์ลึกลับโทรศัพท์ข่มขู่ตลอดเวลา จนป่านนี้ยังไม่กล้าจัดงานศพให้สมเกียรติ ต้องพากันหนีตายออกจากพื้นที่ ถ้าวันนี้ไม่มาร้องเรียนผ่านสื่อ ก็ไม่รู้ว่าคนในครอบครัวจะมีชีวิตรอดต่อไปหรือไม่
โดยเหตุการณ์สะเทือนขวัญดังกล่าวเกิดขึ้นใจกลางเมืองท่องเที่ยวสำคัญ และเกิดขึ้นหลังจากที่นายกรัฐมนตรีเพิ่งลงพื้นที่เกาะสมุยเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านี้ เพื่อสั่งการให้ปราบปรามกลุ่มผู้มีอิทธิพลและมาเฟียท้องถิ่นอย่างเด็ดขาด ทางครอบครัวจึงเรียกร้องให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานระดับสูงลงมาตรวจสอบคดีนี้โดยด่วน เนื่องจากเกรงว่าจะถูกแทรกแซง และไม่ได้รับความเป็นธรรมจากอิทธิพลมืดในพื้นที่
พี่ชายของผู้เสียชีวิต บอกด้วยว่า ในอดีตน้องชายเคยรับราชการทหารเป็นนายสิบ และเคยทำงานเป็นพนักงานในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีโรคประจำตัวคือโรคซึมเศร้า ก่อนจะผันตัวมาขับรถแท็กซี่ถูกกฎหมายที่เกาะสมุย เข้าปีที่ 4 เพื่อทำมาหากินสร้างครอบครัว ที่ผ่านมาน้องชายเคยมีปัญหาเรื่องการแย่งรับผู้โดยสาร การแย่งที่จอดรถ และการแบ่งเขตพื้นที่กับกลุ่มผู้ก่อเหตุ จนถึงขั้นมีปากเสียงกันมาก่อน แต่เนื่องจากน้องชายเป็นคนยอมคน และอยากตัดปัญหาเพื่อตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากิน จึงพยายามประนีประนอมมาโดยตลอด นอกจากนี้ยังยอมจ่ายเงินค่าคุ้มครอง หรือค่าส่วย เป็นจำนวนเงิน 3,500 บาทต่อเดือน ให้กับกลุ่มอิทธิพลดังกล่าว โดยที่ไม่ทราบแน่ชัดว่าปลายทางของเงินก้อนนี้ถูกส่งไปถึงมือผู้ใด
พี่ชายผู้เสียชีวิต บอกอีกว่า ความคืบหน้าทางคดีและพฤติกรรมน่าสงสัยที่ทำให้ครอบครัวไม่ไว้วางใจตำรวจในพื้นที่ แม้ทางญาติจะนำคลิปวิดีโอหลักฐานชิ้นสำคัญจากพลเมืองดีส่งมอบให้พนักงานสอบสวนไปแล้ว แต่จนถึงขณะนี้กลับยังไม่มีการจับกุมตัวคนร้ายรายใดเลย ซ้ำร้ายหลังเกิดเหตุกลับมีสายโทรศัพท์ลึกลับจากบุคคลปริศนา โทรศัพท์เข้ามาหาคนในครอบครัว โดยอ้างว่าให้เดินทางออกไปดูจุดเกิดเหตุและให้ปากคำเพิ่มเติม แต่ที่น่าผิดสังเกตคือ สถานที่นัดหมายกลับไม่ใช่ สภ.บ่อผุด แต่เป็นจุดเกิดเหตุที่น้องชายถูกยิงเสียชีวิต ทำให้ครอบครัวรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัย และมองว่าเป็นพฤติกรรมที่ส่อพิรุธอย่างยิ่ง จนทำให้ปัจจุบันความเชื่อมั่นต่อตำรวจในพื้นที่ติดลบ ถ้าเป็นไปได้อยากจะให้มีการโอนสำนวนคดีนี้ไปให้หน่วยงานส่วนกลาง หรือหน่วยงานอื่นทำแทน และอยากให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มีคำสั่งมอบหมายให้ตำรวจน้ำดีลงมาควบคุมและรับผิดชอบคดีนี้โดยตรง เพื่อให้ความเป็นธรรมกับน้องชาย
พี่ชายผู้เสียชีวิต ย้ำว่า ต้องการเรียกร้องความยุติธรรมคืนให้แก่น้องชาย และต้องการส่งเสียงไปถึงรัฐบาลให้เข้ามาจัดระเบียบสังคม ปราบปรามกลุ่มผู้มีอิทธิพลและมาเฟียท้องถิ่นอย่างจริงจัง เด็ดขาด และต่อเนื่อง เพราะเชื่อว่าปัญหามาเฟียเรียกเก็บส่วยและคุมวินลักษณะนี้ไม่ได้มีแค่ที่เกาะสมุยแห่งเดียว แต่ยังมีหลงเหลืออยู่มืด ๆ ในอีกหลายพื้นที่ท่องเที่ยวทั่วประเทศ จึงอยากให้ถอนรากถอนโคน เพื่อให้คนทำมาหากินสุจริตสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย และทำให้สังคมน่าอยู่ขึ้นกว่าที่เป็นอยู่