วันนี้ (23 เม.ย. 69) “รพ.พัทลุง” ร่วมตอกย้ำประสิทธิผลนวัตกรรมไทย “วัคซีน aP” ไม่แพ้วัคซีนนำเข้าต่างประเทศ หนุนฉีดหญิงตั้งครรภ์ 100% พร้อมร่วมรณรงค์ให้ความรู้ จัดบริการฉีดวัคซีนแบบ One Stop Service รองรับ ทั้งฝากครรภ์-ให้ความรู้-ป้องกันโรคจบในจุดเดียว ส่งผลไม่พบผู้ป่วยโรคไอกรนในพื้นที่
ทางด้าน นพ.สุทธิรักษ์ บัวแก้ว ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพัทลุง เปิดเผยว่า รพ.พัทลุง เป็นโรงพยาบาลจังหวัด ขนาดใหญ่ มีเตียงรองรับจำนวน 567 เตียง ซึ่งให้บริการในระดับทุติยภูมิและตติยภูมิ เพื่อดูแลประชากรทั้งจังหวัดที่มีอยู่ประมาณ 5.2 แสนคน
โดยการดูแลแม่และเด็กเป็นหนึ่งในงานที่มีความสำคัญ เนื่องจาก จ.พัทลุง มีอัตราการเด็กเกิดน้อย ทำให้การทุกการเกิดมีความหมายและมีความคาดหวังที่สูงจากพ่อ แม่ และผู้ปกครอง
ดังนั้น รพ.พัทลุง จึงได้ปรับระบบเพื่อรองรับเด็กเกิดใหม่อย่างดี ทั้งการปรับห้องคลอดเพื่อทำการผ่าตัดคลอดได้ทันที หากแม่มีปัญหาไม่สามารถคลอดได้ รวมถึงการเตรียมความพร้อมพ่อแม่ผ่านโรงเรียนพ่อแม่ที่จะมีการอบรมให้ความรู้ต่าง ๆ
ตลอดจนการฉีดวัคซีนที่มีความจำเป็นให้กับคุณแม่ตั้งครรภ์และเด็กแรกเกิดทั้งหมดตามที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กำหนด เช่น วัคซีนป้องกันโรคคอตีบ บาดทะยัก วัณโรค รวมทั้งโรคไอกรน ซึ่งเป็นโรคที่อันตรายและมีโอกาสทำให้เด็กเสียชีวิตสูง
ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2567 ทางโรงพยาบาลได้มีการนำ วัคซีนป้องกันโรคไอกรนชนิดไร้เซลล์ (acellular pertussis: aP) ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นเองภายในประเทศ และได้รับการขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทย เข้ามาใช้ฉีดให้กับหญิงตั้งครรภ์ โดยได้รับสนับสนุนการเบิกจ่ายจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ซึ่งยอดรวมนับถึงเดือน ก.พ. 2569 รพ.พัทลุงมีการฉีดดังกล่าวไปแล้วจำนวน 1,425 คน
โดยทางด้าน ผอ.รพ.พัทลุง กล่าว เรามั่นใจในการนำนวัตกรรมของไทยมาใช้ เพราะก่อนที่จะถูกประกาศ ย่อมผ่านกระบวนการขั้นตอนที่ครบถ้วนตามมาตรฐาน ขณะที่คนไข้เองก็มีความเชื่อมั่นในโรงพยาบาล รวมถึงพื้นฐานคนพัทลุงเองก็มีความใส่ใจในเรื่องของวัคซีน
ทั้งหมดนี้ทำให้ทางโรงพยาบาลมียอดการฉีดวัคซีน aP ที่มาก ซึ่งในอนาคตค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง ดังนั้นหากมีการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตได้เองภายในประเทศ ย่อมเป็นสิ่งดีที่ทำให้เกิดการหมุนเวียนเศรษฐกิจ และเงินตราไม่รั่วไหลไปต่างประเทศ
พญ.เสริมศรี ปฐมพาณิชรัตน์ รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ รพ.พัทลุง และประธานคณะกรรมการทำงานระบบบริการสุขภาพ (Service Plan) สาขาอนามัยแม่และเด็ก เขตสุขภาพที่ 12 กล่าวว่า โรคไอกรน เป็นโรคในระบบทางเดินหายใจที่จะก่อให้เกิดอาการไอที่รุนแรงมากในเด็ก และมีโอกาสอันตรายถึงแก่ชีวิต ซึ่งที่ผ่านมาโรคนี้เริ่มมีจำนวนลดลงไปมาก
อย่างไรก็ตามปี 2561 จ.พัทลุง กลับพบโรคนี้ในเด็กจำนวน 3 ราย จึงได้มีการรณรงค์ให้หญิงตั้งครรภ์ทุกรายเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไอกรน ในช่วงอายุครรภ์ 27-36 สัปดาห์ เพื่อส่งผ่านภูมิคุ้มกันจากแม่ไปสู่ลูก
สำหรับวัคซีนป้องกันโรคไอกรน จะมีการใช้ 2 ประเภท แบบเดิม คือ จะเป็นวัคซีนรวมป้องกัน 3 โรค คือ บาดทะยัก คอตีบ และไอกรน (Tdap) แต่ภายหลังได้รับการสนับสนุนจาก สปสช. จึงมีการนำวัคซีน aP ซึ่งเป็นนวัตกรรมไทยที่ผลิตขึ้นภายในประเทศ ตามนโยบายรัฐบาล เข้ามาฉีดให้กับหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งจากผลการติดตามพบว่า วัคซีนทั้ง 2 ประเภท สร้างภูมิคุ้มกันได้ไม่แตกต่างกัน โดยของไทยเองก็มีประสิทธิภาพดี ไม่แพ้วัคซีนนำเข้าจากต่างประเทศ โดยถึงปัจจุบันใน จ.พัทลุง ก็ยังไม่พบเด็กที่เป็นโรคไอกรนอีกเลย
ส่วนทางด้าน พญ.เสริมศรี กล่าวว่า ความสำเร็จของ รพ.พัทลุง ในการให้วัคซีน เพราะมีทีมงานที่ตระหนักถึงความสำคัญและเห็นถึงประโยชน์ของวัคซีน มีโรงเรียนพ่อแม่ที่ให้ความรู้ตั้งแต่การเตรียมตัวก่อนตั้งครรภ์ ระหว่างตั้งครรภ์
รวมไปถึงการดูแลหลังคลอด ช่วยให้หญิงตั้งครรภ์รับรู้ถึงประโยชน์ของวัคซีนที่ควรได้รับ และโรงพยาบาลก็ให้บริการวัคซีนให้ตามระยะเวลาที่ควรฉีด แบบ One Stop Service ที่เพิ่มความสะดวก
ด้าน นางบุษยพรรณ หนูจีนเส้ง พยาบาลวิชาชีพ หัวหน้างานฝากครรภ์และวางแผนครอบครัว รพ.พัทลุง กล่าวว่า ปี 2563-2567 รพ.พัทลุง ได้ฉีดวัคซีน Tdap ไปแล้วจำนวน 3,340 โดส จากนั้นในช่วงปี 2567 ถึงปัจจุบันที่เปลี่ยนมาใช้วัคซีน aP มีการฉีดไปแล้วจำนวน 1,425 โดส
รวมฉีดวัคซีนป้องกันโรคไอกรนไปทั้งหมด 4,765 โดส ซึ่งไม่เคยเกิดปัญหาอะไรขึ้นกับหญิงตั้งครรภ์ และเด็กทุกคนที่เกิดมาก็ไม่เคยพบใครเป็นโรคไอกรนอีกจนถึงปัจจุบัน สะท้อนว่าการฉีดวัคซีนนั้นเป็นสิ่งสำคัญ ในการช่วยป้องกันโรคที่สามารถป้องกันได้
ขณะที่ ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า การฉีดวัคซีนนับเป็นหนึ่งในสิทธิประโยชน์ด้านการสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรค ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่ให้สิทธิกับหญิงไทยทุกคนที่ตั้งครรภ์ รวมถึงวัคซีนป้องกันโรคไอกรน ที่เดิมต้องนำเข้าจากต่างประเทศ
แต่ปัจจุบันประเทศไทยสามารถผลิตได้เอง และมีประสิทธิภาพดี จึงมีการบรรจุในรายการบัญชีนวัตกรรมไทย และ สปสช. ได้สนับสนุน นอกจากให้หญิงตั้งครรภ์เข้าถึงบริการอย่างครอบคลุมแล้ว ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศด้วย
ส่วนทางด้านรองเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า รพ.พัทลุงมีทีมหมอ พยาบาล ที่ร่วมรณรงค์ให้หญิงตั้งครรภ์ฉีดวัคซีนนี้ 100% หลังพบผู้ป่วยโรคไอกรนรายสุดท้ายเมื่อปี 2561 และทำได้ดีมากจนมีผลการฉีดมากเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ พร้อมให้คำแนะนำและการดูแลติดตามที่ครบวงจร ทำให้ไม่พบเด็กที่เป็นโรคไอกรนอีกเลย จึงอยากให้ที่นี่เป็นแบบอย่างให้กับโรงพยาบาลอื่นๆ ได้เห็นถึงวิธีที่ทำได้ดีและนำไปใช้
ด้าน น.ส.เกศวลี อายุ 32 ปี หญิงตั้งครรภ์ กล่าวว่า ได้ตั้งครรภ์เป็นท้องแรกและได้เข้ามาฝากครรภ์ที่ รพ.พัทลุง ตั้งแต่อายุครรภ์ 6 สัปดาห์ ซึ่งส่วนตัวมีความมั่นใจในโรงพยาบาล โดยได้รับคำแนะนำและการดูแลเอาใจใส่ที่ดีจากทีมแพทย์และพยาบาล รวมทั้งได้รับความรู้เกี่ยวกับการฉีดวัคซีนป้องกันโรค ซึ่งตนก็ให้ความสำคัญและปฏิบัติตามคำแนะนำทั้งหมด
เช่นเดียวกับวัคซีนที่เป็นนวัตกรรมของไทย ตนเองก็มีความมั่นใจในคุณภาพและประสิทธิภาพว่าสามารถป้องกันโรคได้ และต้องขอบคุณสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่ช่วยให้สามารถเข้าถึงวัคซีนได้ โดยไม่ต้องมีภาระทางการเงินแต่อย่างใด
น.ส.สุรภี อายุ 39 ปี หญิงตั้งครรภ์อีกคน กล่าวว่า ตนตั้งครรภ์ลูกคนที่สอง โดยปัจจุบันลูกคนแรกอายุ 7 ขวบ ซึ่งการตั้งครรภ์ทั้งสองคนได้ปฏิบัติตามคำแนะนำในการดูแลสุขภาพ และเข้ารับวัคซีนตามที่แพทย์สั่งครบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นวัคซีนบาดทะยัก ไอกรน ไวรัสตับอักเสบ ฯลฯ
โดยส่วนตัวมีความเชื่อมั่นในประสิทธิภาพของวัคซีนที่ผลิตขึ้นเองภายในประเทศ เพราะมั่นใจว่าคนไทยนั้นเก่งอยู่แล้ว และอยากให้การฉีดวัคซีนแบบนี้ได้รับการสนับสนุนต่อไปอีกตลอด เพื่อช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายให้กับครอบครัว