สนามข่าว 7 สี - กลายเป็นดรามาวิจารณ์เดือด หลัง ป.ป.ช. มีมติยกคำร้องกรณี นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ถูกร้องว่าจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ ซึ่งสวนทางกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จนทำให้เมื่อวาน ป.ป.ช. ออกเอกสารชี้แจงรายละเอียดถึงเรื่องดังกล่าว
เรื่องนี้เริ่มต้นมาจาก นายศักดิ์สยาม ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อปี 2565 ว่าเกี่ยวข้องกับ "ห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น" จนกระทั่ง สส.ฝ่ายค้าน มีการเข้าชื่อยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ และศาลฯ มีมติเอกฉันท์เมื่อ 17 มกราคม 2567 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ นายศักดิ์สยาม สิ้นสุดลง เพราะปกปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ
ในช่วงเวลาเดียวกัน สส.ฝ่ายค้านในขณะนั้น ได้ยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบอีก การตรวจสอบของ ป.ป.ช. มีประเด็นสำคัญ คือ นายศักดิ์สยาม จงใจปกปิดหรือแสดงรายการทรัพย์สิน/หนี้สินเป็นเท็จต่อ ป.ป.ช. หรือไม่ ? และตรวจสอบมาตรฐานจริยธรรมว่ามีการฝ่าฝืนหรือไม่
ซึ่งหากพบว่ามีมูลความผิด เรื่องจะถูกส่งให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองดำเนินคดี และมีคำวินิจฉัยว่าผิดก็จะส่งผลให้ถูก "ตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต"
จนกระทั่งวันที่ 8 กันยายน 2568 ป.ป.ช. ยกคำร้องดังกล่าว ทั้งที่ก่อนหน้านี้ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยออกมาแล้ว
ล่าสุด เมื่อวาน (23 เม.ย.) ป.ป.ช. ได้เผยแพร่เอกสารชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว สาระสำคัญ คือ ป.ป.ช. ยังฟังไม่ได้ว่า นายศักดิ์สยาม จงใจยื่นบัญชีเท็จ ส่วนการใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้ "ห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น" ก็ไม่พบพฤติการณ์ฝ่าฝืนกฎหมาย หรือใช้อำนาจแทรกแซง รวมไปถึงมติของ ป.ป.ช. ก็เป็นคนละประเด็นกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
โดยรายละเอียดในเอกสารชี้แจงระบุว่า นายศักดิ์สยาม ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. 6 ครั้ง โดยไม่ปรากฏรายการเงินลงทุนมูลค่า 119 ล้าน 5 แสนบาท ซึ่งในข้อเท็จจริง นายศักดิ์สยาม จดทะเบียนโอนเงินลงทุนให้ "นาย ศ." เสร็จสิ้น ก่อนเข้ารับตำแหน่ง จึงไม่ได้นำรายการหุ้นมาแสดงไว้ในบัญชีทรัพย์สิน
ภายหลังคำวินิจฉัยของศาลฯ "นาย ศ." โต้แย้งกรรมสิทธิ์ และไม่ยินยอมคืนหุ้น ทำให้ นายศักดิ์สยาม ยื่นฟ้องต่อศาลบังคับให้ "นาย ศ." โอนสิทธิเงินลงทุนคืน จนต่อมา ทั้ง 2 ฝ่าย ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน
ในคำชี้แจงของ ป.ป.ช. ระบุว่า "นายศักดิ์สยาม เข้าใจว่าได้โอนหุ้นไปโดยชอบแล้ว และไม่ปรากฏว่านายศักดิ์สยามเข้าไปดำเนินการใด ๆ หลังจากโอนหุ้นแล้ว จึงไม่ได้แสดงหุ้นไว้ในบัญชีทรัพย์สิน"
และหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย นายศักดิ์สยาม ได้ดำเนินการตามคำพิพากษา และแจ้งต่อ ป.ป.ช. แล้ว ซึ่ง ป.ป.ช. พิจารณาเห็นว่ารายการทรัพย์สินที่แสดงถูกต้อง ผลการตรวจสอบไม่ปรากฏว่าผิดปกติ จึงยังฟังไม่ได้ว่าจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ
นอกจากนี้ ป.ป.ช. ชี้แจงว่าจากข้อเท็จจริงดังกล่าวที่ ป.ป.ช. วินิจฉัยและมีมติ เป็นข้อเท็จจริงคนละประเด็นกับที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยเกี่ยวกับความเป็นรัฐมนตรีของ นายศักดิ์สยาม
ดังนั้น มติคณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงไม่ขัดหรือแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
ด้าน นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน มองว่าเท่าที่อ่านคำชี้แจงที่ออกมา คิดว่าไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง และไม่สมเหตุสมผล ดูแล้วเหมือนเชื่อพฤติการณ์ที่อำพรางด้วยซ้ำ
จึงเป็นอีกครั้งที่ต้องตั้งคำถามถึงองค์กรอิสระอย่าง ป.ป.ช. เหมือนเล่นละครแล้วเอาศาลเป็นตัวประกอบ คิดว่า ป.ป.ช. ไม่เคยมีบรรทัดฐานใด ๆ และไม่เคยใช้บรรทัดฐานเดียวกันในแต่ละคดี
เช่นเดียวกับ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน กล่าวเสริมว่า คำแถลงของ ป.ป.ช. ทำให้กังวลว่าเป็นการแถลงเพื่อฟอกขาวพฤติกรรม นายศักดิ์สยาม พรรคฯ จึงมีข้อสรุปว่าคำแถลงของ ป.ป.ช. เข้าข่ายเป็นเหตุอันควรสงสัยว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จึงจะดำเนินการ 2 อย่าง คือ
1. เข้าชื่อ สส. เสนอต่อประธานสภา เพื่อพิจารณาส่งไปที่ประธานศาลฎีกา ให้ตั้งคณะกรรมการไต่สวน ป.ป.ช. ว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
2. ผลักดันการแก้ไขมาตรา 236 ของรัฐธรรมนูญ ให้ยกเลิกการใช้ดุลยพินิจของประธานสภาฯ ว่าจะส่งหรือไม่ส่งชื่อ สส. ที่เข้าชื่อกันขอให้ตรวจสอบองค์กรอิสระ
ผู้สื่อข่าวถามถึงความกังวลว่า นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ จะไม่ส่งเรื่องดังกล่าวหรือไม่ ? นายพริษฐ์ ระบุว่า คาดหวังให้ประธานสภาฯ ปฏิบัติหน้าที่โดยคำนึงถึงเหตุและผลเป็นหลัก และไม่ใช้อำนาจในทางที่ขัดกับหลักการตรวจสอบถ่วงดุล
ซึ่งทางพรรคจะเดินหน้ากดดันเรื่องการตัดดุลยพินิจของประธานสภาฯ ออกไป เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ในการตรวจสอบองค์กรอิสระ