วันนี้ (28 เม.ย. 69) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปราม ร่วมกันจับกุม น.ส.พรนภา อายุ 28 ปี ตามหมายจับศาลอาญาธนบุรี ที่ 10805/2568 ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 โดยกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น, โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน หรือเปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้เงินฝากบัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตน หรือ เพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง ทั้งนี้ โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่า จะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่นใด”
โดยสามารถจับกุมตัวได้ที่บริเวณบ้านพักไม่มีเลขที่แห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.แพรกษาใหม่ อ.เมืองสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ
พฤติการณ์ เจ้าหน้าที่รับแจ้งจากผู้เสียหายว่า ถูกหลอกให้ร่วมลงทุน ซื้อขาย หุ้นระยะสั้น โดยเป็นการชักชวนผ่านเฟซบุ๊ก ชื่อ “ปิติ ทรงเจริญ” และมีการโอนเงินไปยังบัญชีม้าหลายครั้ง หนึ่งในนั้นเป็นชื่อบัญชีของน.ส.พรนภา ผู้ต้องหารายนี้
ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้รับแจ้ง ว่า น.ส.พรนภา ซึ่งเป็นบุคคลตามหมายจับศาลอาญาธนบุรี ที่ 10805/2568 ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 พักอยู่บริเวณบ้านพักไม่มีเลขที่ในพื้นที่ ต.แพรกษาใหม่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ
ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้เดินทางมาตรวจสอบตามที่แจ้งพบ น.ส.พรนภา อยู่บริเวณบ้านพัก เจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงได้เข้าแสดงตนแสดงความบริสุทธิ์ใจจนเป็นที่พอใจแล้ว จึงได้แสดงหมายจับศาลอาญาธนบุรี ให้
น.ส.พรนภา ดูและให้อ่านเองจนเป็นที่เข้าใจดีแล้ว รับว่าตนเองเป็นบุคคลคนเดียวกันตามหมายจับของศาลฯ นี้จริงและยังไม่เคยถูกจับกุมดำเนินคดีตามหมายจับนี้มาก่อน
เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แจ้งให้ น.ส.พรนภา ทราบว่าจะต้องถูกจับกุมและแจ้งสิทธิ์ตามกฎหมาย จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบ ก่อนควบคุมตัวมาทำบันทึกจับกุมที่ สภ.บางปู ต.บางปูใหม่ อ.บางปูใหม่ จ.สมุทรปราการ เพื่อนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลท่าข้าม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
จากการตรวจสอบพบว่ามีหมายจับที่ต้องการตัวเพิ่ม 2 หมายจับ คือ
1.หมายจับของศาลจังหวัดน่าน ที่จ.188/2568 ลงวันที่ 19 มิถุนายน 2568 โดยกล่าวหาว่า “ร่วมกันฉ้อโกง และโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง และ เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้องฯ ทั้งนี้ โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่นใด”
2.หมายจับของศาลจังหวัดเชียงใหม่ ที่ จ.1539/2567 ลงวันที่ 10 กันยายน 2569 โดยกล่าวหาว่า “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และโดยทุจริตหรือหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์ อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน และเปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้เงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง หรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้หรือยืมใช้เลขหมายโทรศัพท์สำหรับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของตน ทั้งนี้โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่นใด”
จากการตรวจสอบในฐานระบบแจ้งความออนไลน์ พบบัญชีธนาคารของ น.ส.พรนภา ใช้สำหรับเป็นบัญชีรับเงินจากผู้เสียหายจำนวน 46 คดี
จากการสอบถามผู้ต้องหาเบื้องต้นให้การ ปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าตนไม่ได้ทำการฉ้อโกง โดยตนได้เคยถูกชักชวนให้ไปเปิดบัญชีธนาคาร ได้รับค่าตอบแทนบัญชีธนาคารละ 5,000 บาท โดยตนได้ทำการเปิดบัญชีรวม 7 บัญชี
จากนั้นได้ข้ามไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ผ่านช่องทางธรรมชาติ เพื่อรอสแกนหน้าโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันธนาคาร จากนั้นได้ถูกปล่อยตัวกลับประเทศไทย