ทำผิดไม่มีใครเคลียร์ได้ ไม่จำเป็นต้องร่ำรวยจากสิ่งเหล่านี้ นายกฯ แถลงผลงานกวาดล้างอาชญากรรม คอลเซนเตอร์-สแกมเมอร์-ทุจริตสวมบัตรแปลงสัญชาติ-บ่อนพนัน
วันนี้ (30 เม.ย.69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานแถลงข่าวผลการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ สวมตัว แปลงสัญชาติ และบ่อนการพนันผิดกฎหมาย ว่า ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจของรัฐบาล และหน่วยงานในสังกัด ที่ต้องการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง วันนี้จึงมีผลงานการปราบปรามเพิ่มเติม เรื่องการปราบปรามการทุจริตทางทะเบียนราษฎร และสัญชาติ กระทรวงมหาดไทย ได้จำหน่ายรายการเครือข่ายคอลเซนเตอร์ สแกมเมอร์ ได้แก่ เครือข่ายนายก๊ก อาน และเครือข่ายนายลียง พัด
หลังตรวจพบทางทะเบียนของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ กรมการปกครอง ได้ตั้งคณะทำงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน ซึ่งความร่วมมือจากเครือข่ายหน่วยงานภาคีเครือข่ายที่บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด พร้อมดำเนินคดีขยายผลไปยังเครือข่าย โดยปรากฏผลการจับกุม และการปราบปรามเครือข่ายดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ขบวนการเหล่านี้ไม่ได้แยกกันทำ แต่มีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงได้ว่าเป็นกลุ่มคนเดียวกัน ส่วนใหญ่คือแก๊งสแกมเมอร์ ฟอกเงิน ขนของเถื่อน และบ่อนการพนัน ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มนี้ทั้งหมด ซึ่งหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่สำคัญที่ใช้ปฏิบัติการมาโดยตลอด ดังนั้น ที่บอกว่าจะไปเจอคนนั้นคนนี้ที่มีอิทธิพล มีชื่อเสียง มีเงิน มีอำนาจต่าง ๆ ทีมที่ตนมอบหมายให้ปฏิบัติการตามนโยบายรักษาความสงบของชาติ และนโยบายจัดระเบียบสังคม และปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมาย โดยยึดหลัก “ปิดชื่อถือพฤติกรรม”
นอกจากนี้ ตนสอบถามอยู่ตลอด ไม่ใช่อยู่ดี ๆ มอบนโยบายไปแล้วไม่ติดตาม และไม่ได้เชื่อข้อมูลจากใครเพียงคนเดียว แต่มีการตรวจสอบ ทั้งคนที่อยู่ในวงจร และนอกวงจร ตนได้แสดงให้ทีมเห็นหลายครั้ง โดยได้ร่วมสังเกตการณ์ในการปฏิบัติการจับกุมการกระทำที่ผิดกฎหมายเหล่านี้อยู่ตลอด และทุกครั้งที่ไปจะมีการประสานงานทั้งทางตรงทางอ้อม เมื่อทีมงานเห็นว่าเมื่อทำผิดแล้วเคลียร์ไม่ได้ เขาก็จะดำเนินการได้อย่างเต็มที่จนจบสิ้นกระบวนการ ซึ่งทุกรายถูกดำเนินคดีจนถึงที่สุด จึงอยากให้ประชาชนมีความมั่นใจว่ารัฐบาลเอาจริงกับเรื่องการกระทำที่ผิดกฎหมายทุกชนิด
นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ล่าสุดมีการจับกุมบ่อนพนัน ที่มีรูปแบบใหม่ตามโรงแรมตามต่างจังหวัด จึงฝากเตือนผู้ประกอบการ ถ้ากรณีเช่นนี้เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นเจ้าของโรงแรม ร้านอาหาร อาคาร หรือบ้าน ถ้าท่านให้คนเหล่านี้เข้าไปเปิดบ่อน ซ่องสุมผู้คนทำผิดกฎหมาย ท่านก็เปรียบเสมือนคนที่ทำผิดกฎหมายด้วย โดยเฉพาะผู้ต้องใช้ใบอนุญาตประกอบกิจการต่าง ๆ ใบอนุญาตต่าง ๆ จะถูกเพิกถอน และถูกดำเนินคดี ซึ่งไม่คุ้มค่ากับสิ่งที่ได้ลงทุนมา เราจำเป็นต้องดำเนินคดีให้ถึงที่สุด จึงอยากให้ผู้ประกอบการทุกท่านถืออุทาหรณ์ ว่ามีหน้าที่ต้องทำให้ถูกกฎหมาย
“ขอให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าจะไม่มีการเคลียร์ หรือใช้อามิสสินจ้างใด ๆ ในการปราบปรามสิ่งเหล่านี้ เราไม่จำเป็นต้องร่ำรวยจากสิ่งเหล่านี้ ถือว่าการทำหน้าที่ให้ประชาชน และบ้านเมืองมีเกียรติ มีค่ามากกว่าอามิสสินจ้าง หรือทรัพย์สินเงินทองใด ๆ ที่ได้จากสิ่งเหล่านี้”
นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า เราดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพราะเริ่มจากจุดเล็ก ๆ ในพื้นที่ภาคเหนือ และมีการขยายผล ซึ่งมีอีกหลาย 1,000 กรณี เราพอที่จะทราบเครือข่ายของขบวนการเหล่านี้แล้ว เชื่อว่าคงจะหยุดการกระทำรูปแบบเดิมแล้ว และหากคิดจะทำในรูปแบบใหม่ก็คงไม่ง่ายเหมือนเมื่อก่อน เราทำทุกอย่าง การถอนสัญชาติก็ดำเนินการไปมาก รวมถึงการยึดทรัพย์ และถ้าใช้คนเหล่านี้เป็นนอมินี หรือทำธุรกรรมใดๆ ก็ ตามต้องถือว่าธุรกรรมเหล่านั้นเป็นโมฆียะ ไม่มีผลทางกฎหมาย
สำหรับขบวนการทุจริตทะเบียนราษฎร–สัญชาติไทย พบเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติใช้ช่องโหว่กฎหมายสร้าง “ตัวตนปลอม” เพื่อฟอกเงินและถือครองทรัพย์สิน โดยคดีสำคัญเริ่มจากปฏิบัติการ ดังนี้
“ตัดหมอกเวียงแหง” (พ.ย. 68) จ.เชียงใหม่ จับ 14 ราย พบเจ้าหน้าที่รัฐเอี่ยว 11 ราย
“สลายหมอกเชียงดาว” (ม.ค. 69) จับ 6 ราย
“ตัดบัตรกรุงเก่า” (มี.ค. 69) จ.อยุธยา พบย้ายทะเบียนบ้านเท็จ 214 ราย จับ 6 ราย
“ย้อนเกล็ดมังกร” (29 เม.ย. 69) ทลายขบวนการจีน จ้างชายไทยจดทะเบียนสมรสกับหญิงจีน ก่อนแจ้งเกิดบุตรด้วยข้อมูลเท็จเพื่อให้ได้สัญชาติไทย ใช้เป็นช่องทางฟอกเงินและตั้งนอมินี จับกุมแล้ว 6 ราย (ชาวจีน 2 ราย ชายไทยรับจ้าง 3 ราย และเจ้าหน้าที่รัฐ 1 ราย) พบเชื่อมโยงอย่างน้อย 5 กรณี ซึ่งดำเนินคดีอาญา 34 ราย และดำเนินการทางวินัยเจ้าหน้าที่รัฐ 19 ราย
การปราบปรามบ่อนพนันผิดกฎหมาย
ปฏิบัติการ “ROSE GARDEN” จ.นครราชสีมา จับ 89 ราย เงินหมุนเวียนกว่า 60 ล้านบาท/เดือน
ปฏิบัติการ “สิงห์ปราบปรปักษ์” ใน กทม. 2 จุด จับรวม 106 ราย เงินสะพัดหลายสิบล้านบาท/เดือน