ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ยกฟ้อง อดีตเจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์ คดียักยอกเงินวัด 4 ล้าน ชี้ เป็นการกู้ยืม

ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ยกฟ้อง อดีตเจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์ คดียักยอกเงินวัด 4 ล้าน ชี้ เป็นการกู้ยืม

View icon 60
วันที่ 5 พ.ค. 2569 | 17.22 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ยกฟ้อง อดีตเจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์ คดียักยอกเงินวัดเปย์สีกา 4 ล้าน ชี้ เป็นการกู้ยืม ขณะที่ อธ.ศาลอาญาทุจริตฯ ทำความเห็นเเย้ง ข้ออ้างจำเลยขัดกัน หลักฐานชัดเบียดบังเงินวัดโดยทุจริต

วันนี้ (5 พ.ค.69) ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.เลียบทางรถไฟ ศาลอ่านคำพิพากษาคดีที่ พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามทุจริต 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสฤษฏิ์ หรืออดีตพระธรรมวชิรธีรคุณสฤษฏิ์ อดีตเจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์ เเละเจ้าอาวาสวัดนครสวรรค์, น.ส.ภูธิณี กิวพิทักษ์ เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานยักยอกเงินวัดนครสวรรค์ 4 ล้านกว่าบาท ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ฯ

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 1 วางแผนร่วมกันในการเบียดบังยักยอกเอาเงินของวัดนครสวรรค์ ซึ่งอยู่ในความครอบครองดูแลของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้ช่วยเหลือและให้ความสะดวกในการที่จำเลยที่ 1 เบียดบังยักยอกเอาเงินของวัดนครสวรรค์ ผู้เสียหาย ก่อนและขณะกระทำความผิด จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1

โดยวัดนครสวรรค์ ได้เปิดบัญชีเงินฝากไว้กับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนสวรรค์วิถี ชื่อบัญชี วัดนครสวรรค์ โดยมีบุคคลที่มีอำนาจสั่งจ่าย ได้แก่ จำเลยที่ 1 พระครู น. และนาย ส. (ไวยาวัจกร) โดยมีเงื่อนไขการสั่งจ่ายเงินคือต้องลงลายมือชื่อ 2 ใน 3 คน ซึ่ง 2 ใน 3 คนดังกล่าวต้องลงลายมือชื่อของเจ้าอาวาสวัดนครสวรรค์ จึงจะเบิกถอนเงินได้ จำเลยทั้งสองได้วางแผนร่วมกันเพื่อที่จะนำเงินของวัดนครสวรรค์จากบัญชีดังกล่าว

โดยจำเลยที่ 1 ได้มอบหมายให้พระ ศ. ซึ่งเป็นพระที่อยู่ในวัดนครสวรรค์ นำใบเบิกถอนเงินของธนาคารกรุงไทย มากรอกจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องการ และนำไปให้จำเลยที่ 1 กับผู้มีอำนาจอีกคนหนึ่งลงลายมือชื่อ เพื่อไปถอนเงินจากบัญชีวัดนครสวรรค์ โอนผ่านบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนสวรรค์วิถี ชื่อบัญชี พระ ศ. และบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขานครสวรรค์ ชื่อบัญชี พระ ศ. จากนั้นเบิกถอนเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาโกสีย์ ชื่อบัญชี จำเลยที่ 1 เพื่อจำเลยที่ 1 จะได้โอนต่อไปยังบัญชีธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนสวรรค์วิถี ชื่อบัญชีของจำเลยที่ 2 อีกต่อหนึ่ง ตามวิธีการที่จำเลยทั้งสองได้ตกลงวางแผนร่วมกันไว้ รวมทั้งสิ้น 49 กรรม ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86, 91, 147, 157  พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและการปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 4,965,087 บาท จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลพิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีพระ ศ. เป็นพยานเบิกความว่า พยานได้รับคำสั่งจากวัดนครสวรรค์ให้เป็นเจ้าหน้าที่การเงิน เป็นผู้จัดทำสัญญายืมเงินระหว่างวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นผู้ยืม กับจำเลยที่ 1 ผู้ให้ยืมเงิน สัญญายืมเงินและคืนเงินจะมีจำนวนเงินตรงกับสลิปการโอนเงิน เมื่อหักลบกลบหนี้ระหว่างวัดนครสวรรค์กับจำเลยที่ 1 แล้ว วัดนครสวรรค์ยังคงเป็นหนี้จำเลยที่ 1 ขณะที่ พระครู น. เบิกความว่า พยานเป็นผู้ลงนามในฐานะผู้ยืมเงินแทนวัดนครสวรรค์ ผู้เสียหาย ส่วนจำเลยที่ 1 ลงนามเป็นผู้ให้ยืม โดยมีสลิปการโอนเงินเป็นหลักฐานการโอนเงินตามสัญญายืมเงิน และพยานเป็นผู้จัดทำบันทึกการคืนเงินให้แก่จำเลยที่ 1 โดยมีหลักฐานการโอนเงินคืนให้แก่จำเลยที่ 1 ประกอบการจัดทำบันทึกการคืนเงินดังกล่าว

การโอนเงินจากบัญชีพระ ศ. เข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 ตามฟ้อง เป็นการคืนเงินของวัดนครสวรรค์ให้แก่จำเลยที่ 1 เห็นว่า วัดนครสวรรค์ยืมเงินจำเลยที่ 1 หลายครั้ง และวัดนครสวรรค์โอนเงินชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 หลายครั้ง โดยมีพระ ศ. เป็นเจ้าหน้าที่การเงิน ซึ่งพระ ศ. ไม่ได้เป็นผู้มีวิชาชีพทางบัญชีโดยตรง แต่เป็นการทำบัญชีเท่าที่มีความรู้ความสามารถตามแนวทางปฏิบัติกันมา จึงไม่ได้จัดทำบัญชีให้ครอบคลุมทุกรายการ บางรายการคลาดเคลื่อนบ้าง บางรายการก็ไม่ได้บันทึกในบัญชี

การโอนเงินจากบัญชีพระ ศ. เข้าบัญชีจำเลยที่ 1 ไม่มีลักษณะปกปิดหรือโอนเงินไปยังจำเลยที่ 2 โดยไม่มีการจัดทำบัญชี แต่โดยความเห็นของ พระ ศ. แม้การจัดทำบัญชีจะคลาดเคลื่อน ไม่ครบถ้วน หรือไม่มีรายละเอียด ก็เป็นเรื่องปกติของวัดที่ไม่มีวิชาชีพบัญชีเป็นผู้จัดทำ หากมีการโต้แย้งกันเกี่ยวกับจำนวนเงินก็เป็นเรื่องทางแพ่ง ซึ่ง พระ ศ. มอบสัญญายืมเงิน รายการสรุปยืมเงิน-คืนเงิน และรายการสนทนาทางแอปพลิเคชันไลน์ระหว่าง พระ ศ. กับจำเลยที่ 1 ดังกล่าวให้แก่พนักงานสอบสวนตั้งแต่แรกที่ทำการสอบสวน และสลิปการโอนเงินมีบันทึกท้ายสลิประบุข้อความแสดงให้เห็นว่าเป็นเรื่องกู้ยืมกัน ซึ่งไม่สามารถทำย้อนหลังได้ จึงไม่มีโอกาสคิดสร้างพยานหลักฐานเพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ได้ทันทีทันใด

เชื่อว่า พยานโจทก์ทั้งสองปากเบิกความตามความเป็นจริง มีน้ำหนักรับฟัง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า พระ ศ. โอนเงินจากบัญชีธนาคารของตนไปยังบัญชีจำเลยที่ 1 ตามฟ้องเป็นการโอนเงินคืนตามสัญญายืมเงินที่วัดนครสวรรค์ ผู้เสียหาย ยืมเงินจำเลยที่ 1 เมื่อหักกลบลบหนี้แล้ววัดนครสวรรค์ยังคงเป็นหนี้จำเลยที่ 1 อยู่ ดังนั้น การที่พระ ศ. โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 1 ตามฟ้อง จึงมิใช่เป็นการโอนเงินโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

ประกอบกับโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องโอนเงินคืนเข้าบัญชีวัดนครสวรรค์ แต่จำเลยทั้งสองร่วมกันเบียดบังเงินดังกล่าว แสดงว่าการโอนเงินจากบัญชีพระ ศ. เข้าบัญชีจำเลยที่ 1 เป็นเรื่องกู้ยืมเงิน จึงไม่เป็นการเบียดบังกรรมสิทธิ์ในเงินดังกล่าวจึงตกเป็นของจำเลยที่ 1 หากจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องโอนเงินคืนวัดนครสวรรค์ตามฟ้อง ก็จะทำให้วัดนครสวรรค์ไม่สามารถชำระหนี้หรือหักกลบลบหนี้กับจำเลยที่ 1 ได้เลย และก็จะทำให้โอนเงินกันไปมาไม่รู้จบ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องชำระคืนแก่วัดนครสวรรค์ ผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง เมื่อฟังว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นความผิดแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงไม่เป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 กระทำความผิด ปัญหาอื่นนอกจากนี้ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายกฟ้องและยกคำขอในส่วนแพ่ง

อย่างไรก็ตาม คดีนี้ นายธนรัตน์ ทั่งทอง อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้ทำความเห็นแย้งท้ายคำพิพากษาสรุปว่า โดยองค์คณะผู้พิพากษาคดีนี้ ได้วินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเป็นการโอนเงินคืนตามสัญญายืมเงินที่วัดยืมจากจำเลยที่ 1 จึงพิพากษายกฟ้องนั้น ข้าพเจ้ามีความเห็นแย้งในส่วนที่ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และยกคำขอส่วนแพ่ง โดยมีเหตุผลตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายดังนี้

ในเบื้องต้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าอาวาสเป็นผู้แทนของวัดในกิจการทั่วไป มีหน้าที่บำรุงรักษาวัด จัดกิจการและศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปด้วยดี ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และมีอำนาจหน้าที่ตามคำสั่งวัดนครสวรรค์ ที่ 4/2567 การพิจารณาอนุมัติเบิกค่าใช้จ่ายของวัดตามรูปแบบการจัดทำบัญชีที่กำหนด แต่จากการไต่สวนพบว่าเงินที่โอนออกจากบัญชีของพระ ศ. ให้แก่จำเลยที่ 1 นั้น ล้วนมาจากเงินของวัดนครสวรรค์ผู้เสียหายทั้งสิ้น โดยไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ หรือจัดทำเอกสารให้เป็นไปตามคำสั่งวัด แต่บัญชีส่วนตัวของจำเลยที่ 1 กลับมีเงินโอนเข้าอย่าง ต่อเนื่อง

สําหรับคำให้การและทางไต่สวนของจำเลยที่ 1 นั้น พบว่ามีความย้อนแย้งในหลายประเด็น กล่าวคือ ในส่วนที่จําเลยที่ 1 อ้างว่าเงินจำนวนมากเป็นค่าใช้จ่ายทั่วไปในกิจการของวัดนั้น มีเพียงคำเบิกความกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่ปรากฏพยานหลักฐานอื่นยืนยัน อีกทั้งประเด็นที่อ้างว่า ยืมเงินวัดมาก่อนเพื่อนำมาใช้จ่ายในกิจการของวัดนั้น เป็นข้ออ้างที่ขัดแย้งกันเอง เพราะหากเป็นเงินเพื่อกิจการวัดจริง จำเลยที่ 1 ย่อมสามารถอนุมัติเบิกจ่ายตามระเบียบได้โดยไม่จำต้องยืมเงินวัดก่อน

นอกจากนี้ ยังได้ความจากคำรับของจำเลยที่ 2 ว่าจำเลยที่ 1 ได้โอนเงินให้จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ซึ่งสนับสนุนว่าจำเลยที่ 1 ได้นำเงินวัดไปใช้ประโยชน์ส่วนตน และผู้อื่นโดยทุจริต

อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาเป็นรายกระทงความผิด ข้าพเจ้าเห็นว่ามีเงินบางส่วนตามฟ้องรวม 5 ครั้ง เป็นเงิน 2,000,000 บาท ที่มีหลักฐานเป็นบันทึกการคืนเงิน เช็คสั่งจ่าย และสลิปการโอนเงินที่ระบุว่า "วัด นว คืน หลวงพ่อ" จึงรับฟังได้ว่า เป็นการชำระหนี้เงินยืมจริง และจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิดใน 5 กรรมนี้ แต่สำหรับฟ้อง ข้ออื่นที่เหลือรวม 38 กรรม พยานหลักฐานโจทก์รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 อาศัยโอกาสที่มีตำแหน่งหน้าที่รับเงินของวัดเข้าบัญชีส่วนตัวแล้วเบียดบังไปโดยทุจริต เป็นเงินรวม 2,136,047 บาท

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ข้าพเจ้าจึงเห็นควรให้พิพากษาว่า การกระทําของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และพ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561มาตรา 172โดยเป็นการกระทำ ความผิดหลายกรรมต่างกัน รวม 38 กระทง ทางไต่สวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสาม แต่จำเลยที่ 1 ยังคงมีหน้าที่ต้องคืนเงินจำนวน 2,136,047บาท  ที่เบียดบังยักยอกไปคืนให้แก่วัดนครสวรรค์ผู้เสียหาย ส่วนของจำเลยที่ 2 นั้น ข้าพเจ้าเห็นพ้องด้วยกับคําพิพากษาเดิมที่ให้ยกฟ้อง เนื่องจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอ