เช้านี้ที่หมอชิต - "เอกนิติ" เผย นายกฯ มอบหมายให้นั่งเป็นประธานคณะกรรมการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อศึกษาข้อดี และข้อเสียทั้งหมด
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การตั้งคณะกรรมการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ ยังไม่เสร็จเรียบร้อย
แต่นายกฯ ได้แจ้งแล้วว่า ให้เป็นประธานคณะกรรมการศึกษาความเป็นไปได้ ข้อดี ข้อเสียทั้งหมด ในฐานะที่ดูในเรื่องเศรษฐกิจ จึงให้ดูในภาพรวมทั้งหมด อยากทำให้เกิดประโยชน์กับประชาชนมากที่สุดแน่นอน
ขณะที่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม บอกว่า ในวันที่ 8 พฤษภาคมนี้ ไม่ได้ลงพื้นที่ เพราะต้องรอผลการศึกษาจากชุดของนายเอกนิติ ยืนยันว่า โครงการแลนด์บริดจ์ จะต้องศึกษาใหม่ทั้งหมด ทั้งผลกระทบสิ่งแวดล้อม และสิ่งที่ไทยจะได้รับ รวมทั้งต้องทำความเข้าใจ ทั้งผลดีและผลเสีย โดยเฉพาะคนในพื้นที่ จังหวัดชุมพร และระนอง
นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา บอกการยื่นญัตติ ให้รัฐบาลทบทวน หลังมี 2 คณะกรรมาธิการ คือ กมธ.ของตน และ กมธ.คมนาคม ศึกษาเรื่องนี้ มีการเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้ามาชี้แจงข้อเท็จจริง ทำให้สมาชิกขอให้ขยับญัตติดังกล่าวออกไปเป็นสัปดาห์หน้า เพื่อที่สมาชิกจะมีข้อมูลครบถ้วนในการอภิปราย อยากให้มีเวลาการศึกษาข้อมูลเต็มที่ ไม่อยากเร่งรัดเกินไป และไม่อยากให้อภิปรายโดยไม่มีฐานข้อมูล เพื่อให้ประชาชนรับทราบ
จึงตัดสินใจว่า ในที่ประชุมวุฒิสภา ขอเลื่อนญัตติดังกล่าวออกไป และยังได้ยื่นกระทู้ถามนายพิพัฒน์ มาชี้แจง และตอบกระทู้ในสภา เพื่อที่จะให้นายพิพัฒน์ ได้แสดงความมั่นใจ และตอบคำถามอย่างมั่นใจว่า โครงการนี้จะเป็นคำตอบในเรื่องของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างไร แต่พอถามถึงการแต่งตั้งนายเอกนิติ เป็นประธานศึกษาโครงการคลายข้อกังวลผลประโยชน์ทับซ้อน ได้หรือไม่
นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า ข้อกังวลตรงนี้ยังคลายไม่ได้อย่างแน่นอน เพราะหากดูโดยพฤตินัย โครงการนี้เป็นโครงการขนาดใหญ่มาก ๆ และมีผลกระทบเยอะมาก ๆ ไม่อยู่ในนโยบายหาเสียงของพรรค และไม่ได้อยู่ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาล จึงเป็นเรื่องน่าแปลก กลับเป็นวาระแรก ที่รัฐบาลออกมายืนยันผลักดันเต็มที่
พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ พูดถึงโครงการแลนด์บริดจ์ ว่ามีความจำเป็นในเชิงยุทธศาสตร์ ที่พรรคไม่ได้ขัดขวางการพัฒนา แต่โครงการใหญ่ต้องทำให้มั่นใจว่าผลประโยชน์จะตกถึงประชาชน ไม่ใช่เอกชนเพียงไม่กี่ราย และหากข้อมูลการศึกษาของโครงการยังไม่สมบูรณ์ และยังขาดข้อมูลเชิงประจักษ์ที่เพียงพอ
ดังนั้นต้องผ่านการกลั่นกรองอย่างรอบคอบ เพราะมีผลกระทบระยะยาวต่อประเทศ พร้อมเตือนถึงบทเรียนจากโครงการ EEC ที่มีการกว้านซื้อที่ดินล่วงหน้า ทำให้ราคาพุ่งหลายเท่าตัว ดังนั้นต้องไม่ให้เกิดการเก็งกำไรที่ดินล่วงหน้า จนประชาชนไม่ได้ประโยชน์จากการพัฒนา นอกจากนี้การให้สัมปทานโครงการกับเอกชนในระยะยาวถึง 99 ปี อาจกระทบต่ออธิปไตย และหลักนิติธรรม หากไม่มีการกำหนดเงื่อนไขที่ชัดเจน แนวทางที่ดีก็คือ ภาครัฐควรถือครองโครงสร้างพื้นฐานหลัก และกำหนดกติกาที่รัดกุม