“เคซีย์ บาร์เน็ตต์” อดีตประธานหอการค้าอเมริกันในกัมพูชา กล่าวว่า ในอีก 75 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจและประชากรของกัมพูชาอาจแซงหน้าประเทศไทยได้ หากกัมพูชาดำเนินนโยบายที่ถูกต้อง โดยเมื่อปีที่แล้ว เศรษฐกิจของไทยเติบโตเพียง 2.1% ขณะที่เศรษฐกิจของกัมพูชาเติบโตอย่างน้อย 4.8% ในขณะที่ประเทศไทยมีประชากรมากกว่า แต่ช่องว่างด้านประชากรของกัมพูชากำลังแคบลง เมื่อปีที่แล้ว และประเทศไทยมีอัตราการเกิด 1.2 คน/ผู้หญิง 1 คน ขณะที่กัมพูชามี 2.5 คน/ผู้หญิง 1 คน
วันนี้ (6 พ.ค. 69) สำนักข่าว ขแมร์ ไทม์ รายงานว่า “เคซีย์ บาร์เน็ตต์” อดีตประธานหอการค้าอเมริกันในกัมพูชา กล่าวผ่านโซเชียลมีเดียว่า ในอีก 75 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจและประชากรของกัมพูชาอาจแซงหน้าประเทศไทยได้ หากกัมพูชาดำเนินนโยบายที่ถูกต้อง
โดย “เคซีย์ บาร์เน็ตต์” กล่าวว่า สาเหตุหนึ่งที่ไทยกล้ารุกรานกัมพูชาคือช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ แต่ช่องว่างนั้นกำลังแคบลง โดยเมื่อปีที่แล้ว เศรษฐกิจของไทยเติบโตเพียง 2.1% ในขณะที่เศรษฐกิจของกัมพูชาเติบโตอย่างน้อย 4.8% ระหว่างปี 2015-2025 ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของกัมพูชาเติบโตเฉลี่ยปีละ 5.5% ในขณะที่ GDP ของไทยเติบโตเพียงปีละ 2% ซึ่งเศรษฐกิจของประเทศพึ่งพาแรงงานเป็นหลัก
ในขณะที่ประเทศไทยมีประชากรมากกว่า แต่ช่องว่างด้านประชากรของกัมพูชากำลังแคบลง เมื่อปีที่แล้ว ประเทศไทยมีอัตราการเกิด 1.2 คน/ผู้หญิง 1 คน ในขณะที่กัมพูชามี 2.5 คน/ผู้หญิง 1 คน หากอัตราการเกิดของกัมพูชายังคงอยู่ที่ 2.5 ต่อไป กัมพูชาจะมีประชากรมากกว่าประเทศไทยในอีก 75 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม อัตราการเกิดของกัมพูชาลดลงจาก 3.8 ในปี 2000 เหลือ 2.5 ในปี 2025
ขณะที่องค์การสหประชาชาติ คาดการณ์ว่า อัตราการเกิดของกัมพูชาจะลดลงเหลือ 1.8 ภายในปี 2100 หากอัตราการเกิดของกัมพูชาลดลงตามที่สหประชาชาติคาดการณ์ ตนเชื่อว่ากัมพูชาจะล้าหลังไทยไปตลอดกาล เขาชี้ว่าเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางดินแดน กัมพูชาต้องใช้มาตรการเพื่อรักษาอัตราการเกิดไว้ ตามประสบการณ์ของบางประเทศในยุโรป เมื่ออัตราการเกิดลดลงเหลือ 1.5 จะเป็นการยากที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจ
โดย “เคซีย์ บาร์เน็ตต์” เสนอมาตรการเชิงนโยบายที่เชื่อว่าจะช่วยเพิ่มจำนวนประชากรและกำลังแรงงาน
- ให้มารดาลาคลอดได้ 6 เดือน จากเดิมลาได้ 3 เดือน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมสุขภาพและการพัฒนาสมองของเด็กผ่านระยะเวลาการให้นมบุตรยาวนานขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้มาดาอยู่ในกำลังแรงงานต่อไป
- การมอบบัตรกำนัลดิจิทัลสำหรับค่าเลี้ยงดูเด็กมูลค่า 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 3,200 บาท) สำหรับเด็กแรกเกิดทุกคน เดือนละ 1 ใบ และสำหรับเด็กอายุ 13 เดือน ถึง 69 เดือน ซึ่งสามารถให้กับศูนย์ดูแลเด็กเอกชนหรือโรงเรียนอนุบาลได้
- การจัดหาประกันสุขภาพสำหรับการดูแลก่อนคลอด และครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการรักษาภาวะมีบุตรยากเพื่อช่วยให้สตรีตั้งครรภ์ได้
- การให้เงินโบนัส 3,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 97,000 บาท) แก่คู่รักที่มีลูกคนที่ 3 และ 4 ขึ้นไป
- หลีกเลี่ยงการเกณฑ์ทหารภาคบังคับสำหรับชายหนุ่ม เพื่อรักษาระดับการเกิดและกระตุ้นการเติบโต หากชายชาวกัมพูชาอายุ 18 ปีทุกคนต้องเข้ารับราชการทหารเป็นเวลา 2 ปี จะส่งผลให้การเติบโตของ GDP ลดลงทันที 0.5% ต่อปี หากมีชาย 300,000 คนถูกดึงออกจากกำลังแรงงาน แถมทำให้คนหนุ่มสาวพลาดโอกาสในการศึกษาต่อ นอกจากนี้ ยังพบว่าการรับราชการทหารยังส่งผลให้การแต่งงานล่าช้า.
- สถานทูตกัมพูชาในต่างประเทศแต่ละแห่งควรตั้งเป้าหมายตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน (KPI) ในการออกหนังสือเดินทางให้แก่ชาวกัมพูชาจำนวนหนึ่งในแต่ละปี ช่วยส่งเสริมและดึงดูดให้ชาวกัมพูชากลับประเทศได้ และกัมพูชายังจำเป็นต้องดึงดูดแรงงานที่มีการศึกษาและทักษะสูงจากต่างประเทศ โดยอาจออกวีซ่า 10 ปี และวีซ่าถาวรสำหรับผู้เชี่ยวชาญจากประเทศพัฒนาแล้วที่ได้รับการคัดเลือก ซึ่ง ปัจจุบัน กัมพูชาออกวีซ่าเพียง 1 ปี และบางครั้งก็ยากที่จะขอวีซ่าสำหรับคู่สมรสหรือญาติคนอื่น ๆ และอาจยกเลิกโควตาแรงงานสำหรับชาวต่างชาติที่จัดตั้งธุรกิจในประเทศที่มีพนักงานน้อยกว่า 20 คน
ทั้งนี้ “เคซีย์ บาร์เน็ตต์” สรุปว่า เพื่อเป็นทุนสนับสนุนนโยบายเหล่านี้ กัมพูชาอาจเพิ่มภาษีทรัพย์สินประจำปีและขยายการจัดเก็บภาษีทรัพย์สินไปทั่วประเทศ โดย ปัจจุบัน ภาษีทรัพย์สินประจำปีอยู่ที่เพียง 0.1% ของ 80% ของมูลค่าตลาดของทรัพย์สิน ในขณะที่ในสหรัฐฯ ภาษีทรัพย์สินประจำปีอยู่ระหว่าง 0.5% ถึง 2%