มาดามเก่ง เจ้าหนี้คู่กรณี "โทน บางแค" ร่ำไห้ยกมือไหว้ขอโทษ ทำให้ “บิ๊กเต่า” ได้รับความเดือดร้อน ทั้งที่ไม่เคยได้รับเงินแม้แต่บาทเดียว ยืนยันไม่เคยข่มขู่ แค่ขอให้คืนทรัพย์บางส่วนมาหักลบหนี้ หลังเช็คเด้งรัว ๆ
วันนี้ (6 พ.ค.69) มาดามเก่ง หรือ น.ส.ดรณ์ เทียนถาวรวงษ์ เจ้าหนี้คู่กรณีของ "โทน บางแค" พร้อมทนายความ เข้าติดตามความคืบหน้าคดีที่เคยร้องทุกข์ "โทน บางแค" ที่กองบังคับการปราบปราม เมื่อวันที่ 14 ม.ค.68 พร้อมเปิดใจกับสื่อมวลชนว่า เหตุการณ์การไกล่เกลี่ยที่สำนักงานของ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว หรือ "บิ๊กเต่า" รองผู้บัญชาการสอบสวนกลาง เมื่อวันที่ 17 เม.ย.ที่ผ่านมานั้น เป็นฝ่าย "โทน" ที่ประสานผ่าน "ป๋อง สุพรรณ" ให้ "บิ๊กเต่า" มาช่วยไกล่เกลี่ย ตนก็เห็นว่า "บิ๊กเต่า" ไม่เกี่ยวข้องกับคดี ไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย และเคยเห็นผลงานผ่านทางสื่อมวลชน จึงคิดว่าเหมาะสม อีกทั้งตนก็ไม่ได้อยากจะดำเนินคดีกับ "โทน" เพราะคิดว่าเป็นพี่น้องกัน สามารถพูดคุยไกล่เกลี่ยกันได้
มาดามเก่ง บอกว่า ในวันดังกล่าว ตนขอให้ "โทน" นำทรัพย์สินบางส่วนที่เคยได้ไป จากการซื้อขายกันในหลาย ๆ ครั้ง แต่มีปัญหาเช็คเด้งมาคืน เพื่อจะหักลบจากหนี้สิน ซึ่ง "โทน" ก็บอกว่าจะขอกลับไปตรวจสอบก่อนว่ามีทรัพย์สินอะไรบ้าง แต่ในการเจรจาครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 24 เม.ย. "โทน" ก็ไม่ยอมมาเอง ส่งทนายความมาแทน ซึ่งก็ไม่มีอำนาจตัดสินใจ ทำให้เจรจากันไม่ได้
มาดามเก่ง ยืนยันว่า ไม่มีการข่มขู่ให้เปลี่ยนสัญญาใด ๆ และไม่มีการบอกให้ต้องจ่ายเงินทันที "บิ๊กเต่า" ก็ไม่ได้ข่มขู่ เพียงบอกให้พูดคุยตกลงกันเท่านั้น ส่วน "อัยการแหม่ม" ก็เป็นน้องสาวแท้ ๆ ที่ไปเป็นเพื่อน ส่วนต้นตอของปัญหาหนี้สินต่าง ๆ เริ่มจากปี 2565 ตนขายรถยนต์เบนท์ลีย์ให้กับ "โทน" โดยมีคนกลางแนะนำให้รู้จักกัน จากนั้นไม่กี่เดือน "โทน" ก็มาขอยืมเงิน 100 ล้าน อ้างว่าต้องการเงินทุนไปทำโปรเจกต์ กล้องส่องพระ Zeiss Blue Marine ที่ประเทศเยอรมนี โดยจะนำตึกมูลค่า 100 ล้านบาทมาค้ำประกัน และจะขายกล้องให้ตน 500 ตัว ตัวละ 3,000 บาท แต่สุดท้ายคนอื่นได้กล้องกันหมด ยกเว้นตน
เมื่อกลุ่มของตน ทวงถามไป "โทน" กลับบอกว่า ไม่มีกล้องให้แล้ว ขายกินหมดแล้ว ต่อมาก็บอกว่าจะขายกล้องให้ในราคาตัวละ 10,000 บาท ซึ่งคนใกลุ่มตนเองก็ได้รวมเงินกันโอนไปให้ "โทน" 3 ล้านบาท เป็นค่ากล้อง ส่วนตนเองไม่ได้ซื้อไว้ ส่วนตึกที่นำมาค้ำประกัน เมื่อนำไปประเมินราคา ก็มีมูลค่าแค่ 60 ล้านบาท
ระหว่างนี้ยังมีการซื้อขายทรัพย์สินกันอีกหลายครั้ง จนยอดหนี้รวมมูลค่าทั้งสิ้นกว่า 600 ล้านบาท มีการจ่ายเช็คมาหลายครั้ง จนยอดหนี้เหลือ 300 ล้านบาท มีการทำหนังสือสัญญายอมรับสภาพหนี้ มีการนำพระเครื่อง และเครื่องประดับ ที่เคยอยู่ในแกลเลอรีของ "โทน" รวมกว่า 150 ชิ้นมาค้ำประกันหนี้สัญญาที่ 2 จำนวน 180 ล้านบาท "โทน" อ้างว่าพระชุดนี้มีมูลค่ารวม 300-400 ล้านบาท ตนก็รับไว้ แต่สุดท้าย "โทน" ก็จ่ายเช็คเด้งตลอด เมื่อนำพระไปประเมินราคา กลับพบกว่าราคาต่ำกว่าที่ "โทน" ประเมินหลายเท่า
มาดามเก่ง ยืนยันว่า หากเช็คไม่เด้ง จ่ายตรงเวลา ตนก็คงไม่มายืนอยู่ตรงนี้ ก่อนจะร่ำไห้ออกมาว่า รู้สึกผิด ขอโทษ "บิ๊กเต่า" ที่ทำให้ได้รับความเดือดร้อน ทั้งที่ไม่เคยได้รับเงินจากตนแม้แต่บาทเดียว
ด้าน "อุ๊ กรุงสยาม" เซียนพระอีกคนที่เป็นพยานในการไกล่เกลี่ยครั้งที่ 2 บอกว่า ปัญหาทั้งหมดมีต้นตอมาจากคดี "ต้อม นครสวรรค์" ซึ่งมีพฤติกรรมพัวพันกับการซื้อขายพระและเช็คเด้ง จนเซียนพระหลายคนถูกตำรวจเรียกสอบในฐานะพยาน คดีฉ้อโกง ซึ่งจะมีความเกี่ยวข้องกันอย่างไรขอให้เป็นหน้าที่ตำรวจในการสืบสวนเส้นทางการเงินขบวนการนี้