นายกฯ ลงนาม พ.ร.ก. เงินกู้แล้ว ยันโปร่งใส ไม่มีเกี้ยเซียะ-ใต้โต๊ะ

นายกฯ ลงนาม พ.ร.ก. เงินกู้แล้ว ยันโปร่งใส ไม่มีเกี้ยเซียะ-ใต้โต๊ะ

View icon 22
วันที่ 6 พ.ค. 2569 | 20.17 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
“อนุทิน” เผยลงนาม พ.ร.ก.กู้เงินฯแล้ว ยันทำเพื่อประชาชน โปร่งใส ต้องไม่มีเกี้ยเซียะ - ใต้โต๊ะ รัฐบาลใช้เงินกู้สกุลเงินบาทดอกเบี้ยต่ำ ดันเงินหมุนเวียนในระบบ ช่วยประชาชนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น

วันที่ 6 พ.ค. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เผยถึงความคืบหน้า การออกร่าง พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลัง กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ (ร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ) ว่าได้ลงนามร่างพ.ร.ก.กู้เรียบร้อยแล้ว จากนั้นจะมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา และจะมีการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการ โดยมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน ทั้งนี้เรื่องที่เข้ามา ต้องผ่านการกลั่นกรองจากปลัดกระทรวงการคลัง และต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการออก พ.ร.ก. กู้เงิน และถือว่าเงินกู้จำนวนนี้อยู่ในความรับผิดชอบของตนในฐานะนายกรัฐมนตรี

“ผมขอเรียนย้ำว่า ผมเป็นหัวหน้ารัฐบาล ที่เพิ่งลงนามใน พ.ร.ก. เพราะฉะนั้นเงินกู้นี้ทุกบาททุกสตางค์ ผมต้องกำกับดูแล ไม่ให้มีการใช้ผิดประเภท ไม่ให้มีการรั่วไหลใด ๆ ต้องขอให้เชื่อ เป็นสิ่งที่ในชีวิตต้องทำ และมีความยินดีมีความเต็มใจ มีความรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ทำ เพราะฉะนั้น 400,000 ล้านบาทนี้ ขอให้คำมั่นสัญญาเลยว่า ผมและคณะรัฐมนตรีทุกท่าน เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ไม่ให้หลุดไปแม้แต่สตางค์แดงเดียว ไม่ให้กระเด็นแม้แต่เก๊เดียว ที่จะหลุดไปในสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ ทุกอย่างต้องโปร่งใสตรวจสอบได้ ต้องไม่มีเกี้ยเซียะ และเพื่อประชาชนเท่านั้น” นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามว่าสถาบันจัดอันดับเครดิตเรตติง อย่างมูดีส์ ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับการออกพ.ร.ก.กู้เงินฯของไทยหรือไม่ นายกรัฐมนตรี เผยว่า ว่าสิ่งที่เป็นภาระจริง ๆ ของรัฐบาล คือดอกเบี้ยเงินกู้ ซึ่งเราได้ดอกเบี้ยต่ำมาก เนื่องจากการกู้เงินเที่ยวนี้กู้เงินในสกุลเงินบาทเท่านั้น เพราะฉะนั้นความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนไม่มีเลย เพดานเงินกู้ก็ไม่ต้องขยาย และเป็นการช่วยให้เกิดสภาพคล่อง ทั้งของสถาบันการเงินที่สามารถปล่อยเงินให้รัฐบาลกู้ โดยเงินที่รัฐบาลกู้ไม่เป็นหนี้เสีย (NPL) แน่นอน และไม่ต้องไปสำรองความเสี่ยงอะไรมากมาย

โดยการกู้เรื่องของดอกเบี้ย เมื่อเทียบโอกาสของพี่น้องประชาชน แทบจะเทียบกันไม่ได้ ต้องถือว่าเราสามารถทำให้เม็ดเงินลงไปถึงพี่น้องประชาชนโดยตรง ไม่ได้เอามาสร้างโครงการนั้นโครงการนี้ ที่อีก 5-7 ปี ถึงจะเห็น แต่ลงไปประชาชนสามารถใช้เงินก้อนนี้ได้เลย เป็นการช่วยเหลือ ให้เขามีต้นทุนในการดำรงชีวิตที่ลดลง แต่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง