7 พ.ค. 69 นายอือ อายุ 40 ปี นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย พร้อม เพื่อนชาวมาเลเซีย และล่ามแปลภาษา เดินทางเข้าชำระค่าปรับตามกฎหมายจราจร ที่ สภ.หาดใหญ่ หลังจากเมื่อวันที่ 4 พ.ค. ที่ผ่านมา นายอือ ขับรถเบนซ์ ออกจากริมทางเดินเท้าที่ถนนประชาธิปัตย์ตัดแยกโก้งโค้ง ในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา กระชากเครื่องบังคับล้อของตำรวจจราจร สภ.หาดใหญ่ ที่ล็อกล้อรถไว้ เนื่องจากจอดในจุดห้ามจอด ขาว-แดง จนขาด แล้วขับออกไปจากจุดดังกล่าวอย่างรวดเร็ว
โดยนายอือ บอกผ่านล่ามแปลภาษา ว่า วันดังกล่าวได้จอดรถแล้วลงไปรับประทานอาหารเช้า เมื่อเสร็จ ก็เดินมาที่รถ เห็นใบสั่งปิดไว้ที่หน้ากระจกรถ จึงคิดว่าต้องขับไปจ่ายค่าปรับเท่านั้น และไม่เห็นเครื่องบังคับล้อ จึงขึ้นรถไปสตาร์ตเครื่องแล้วจะขับออกไป แต่ปรากฎว่า ก็ได้ยินเสียงดังที่ล้อหน้า จึงลงจากรถมาดู ก็เห็นว่าล้อถูกล็อกอยู่ ด้วยความตกใจจึงรีบเร่งเครื่องรถออกไป เพราะรีบไปส่งเพื่อนที่ท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ ซึ่งมีหลักฐานตั๋วเครื่องบินของเพื่อนที่เดินทางไปกรุงเทพมหานคร ซึ่งนายอือ ยืนยันไม่ได้ตั้งใจเจตนาทำลายเครื่องกีดขวางแล้วก็หลบหนี จึงขอโทษกับเรื่องที่เกิดขึ้นด้วย
ด้าน พ.ต.ท. สิทธิชัย ประดับ สารวัตรจราจร สภ.หาดใหญ่ เปิดเผยว่า หลัง นายอือ ขับรถกระชากเครื่องบังคับล้อจนขาด ก็เดินทางไปส่งเพื่อนที่ท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ แล้วเดินทางกลับกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ทันทีในวันดังกล่าว ซึ่งตำรวจจราจรก็ได้แจ้งความไว้แล้ว เพื่อให้พนักงานสอบสวน สภ.หาดใหญ่ ออกหมายเรียก แต่เมื่อเห็นข่าวจากสื่อทั้งไทยและสื่อมาเลเซียแล้ว วันนี้ก็เดินทางกลับเข้ามาประเทศไทย เพื่อมาชำระค่าปรับ
ซึ่งเจ้าตัวก็รับสารภาพว่า เป็นผู้ที่อยู่ในภาพวงจรปิดและเป็นคนขับรถคันดังกล่าวจริง จึงเปรียบเทียบปรับขึ้นสูงสุด กรณีจอดรถในที่ห้ามจอด จำนวน 3,000 บาท ส่วนเครื่องบังคับล้อที่เสียหาย ก็จะถูกนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.หาดใหญ่ ดำเนินคดีข้อหา ทำลายทรัพย์สินทางราชการ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีนักท่องเที่ยวมาเลเซีย ถูกศาลพิพากษาคดีดังกล่าว จำคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญา ส่วนจะถูกแบล็กลิสต์หรือไม่ ก็ต้องแจ้งตำรวจคนเข้าเมือง หรือ ตม. ให้พิจารณาการเข้า-ออกประเทศต่อไป หลังคดีสิ้นสุดแล้ว
ทั้งนี้ ขอฝากถึงประชาชน หรือนักท่องเที่ยวต่าง เมื่อเข้ามายังประเทศไทย ก็ต้องเคารพกฎจราจรของประเทศไทย เพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย และหากมีผู้กระทำความผิด ตำรวจก็ต้องดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด