คำว่าตีเช็คเปล่า รุนแรงเกินไป ในภาวะสงคราม ใครบ้างไม่เดือดร้อน ไม่เยียวยาตอนนี้จะช่วยเมื่อไร ภราดร ตอบกระทู้แทนนายกฯ สถานการณ์วิกฤตจำเป็นต้องกู้เงิน รัฐบาลวางแผนอย่างรอบคอบ ช่วย 43.2 ล้านคนเชื่อว่าครอบคลุม จะส่งเงินทุกบาททุกสตางค์ ให้ถึงมือประชาชน
ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันนี้ (7 พ.ค.69) มีวาระพิจารณากระทู้ถามสดด้วยวาจา นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตอบกระทู้ของ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชี พรรคประชาชน แทนนายกรัฐมนตรี โดยย้ำถึงความจำเป็นของรัฐบาลในการออก พ.ร.ก. เงินกู้ในครั้งนี้ เชื่อว่าทุกคนเห็นถึงความจำเป็นต่อวิกฤตการณ์สงครามในตะวันออกกลางซึ่งส่งผลกระทบหลายระลอก เริ่มต้นจากส่งผลกระทบที่วิกฤตพลังงาน ต่อเนื่องถึงราคาสินค้า ทำให้ประชาชนต้องซื้อสินค้าในราคาที่แพงขึ้นในขณะที่กำลังซื้อของประชาชนกำลังหดตัวลง รัฐบาลจึงจำเป็นต้องมีการกู้เงิน 4 แสนล้านบาท
นายภราดร ย้ำว่า งบประมาณปกติในปี 2569 งบกลางสำรองจ่ายไว้ใช้กรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ตอนนี้เหลืออยู่เพียง 20,000 ล้านบาท ไม่สามารถเยียวยากับสถานการณ์แบบนี้ได้อย่างถ้วนหน้า ส่วนการออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณ เดิมคาดว่าจะสามารถทำได้ แต่เมื่อตรวจสอบงบประมาณจากสำนักงบประมาณแล้ว พบว่ามีเงินที่เหลือสามารถโอนได้เพียงแค่ 2-3 หมื่นล้านบาทเท่านั้น เมื่อมารวมกับงบกลางที่เหลืออยู่ได้เพียงแค่ 40,000 ล้านบาทเท่านั้นจึงไม่เพียงพอ จำเป็นต้องออก พรก. เงินกู้ 400,000 ล้านบาท มาใช้
นายภราดร กล่าวอีกว่า ตามที่ น.ส.ศิริกัญญา ตั้งคำถาม โครงการคนละครึ่งพลัส รัฐบาลได้วางแนวทางไว้ ช่วยเหลือคนละ 4,000 บาท ในส่วนที่ 2 คือ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะช่วยสนับสนุน เดือนละ 1,000 บาท เช่นเดียวกันสำหรับกลุ่มเปราะบาง โดยไม่จำเป็นต้องสมทบคนละครึ่ง
“ส่วนที่ต้องเทหมดหน้าตัก เพราะรัฐบาลเชื่อและประเมินสถานการณ์ จาก 4 หน่วยงาน ธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงการคลัง และสำนักงบประมาณ เชื่อว่าวิกฤตอาจจะยืดเยื้อในระดับกลาง อาจจะจบภายใน 1-2 เดือน หรืออาจจะยาวไปถึงกลางปีถึงสิ้นปี จึงเป็นคำตอบว่าทำไมจะต้องช่วยเหลือในช่วง 4 เดือน เพราะเป็นช่วงที่ประชาชนกำลังยากลำบากในช่วงภาวะสงคราม หากไม่เยียวยาได้อย่างทันท่วงทีสิ่งที่ที่จะเกิดขึ้นก็คือ “สภาวะข้าวยากหมากแพง” ประชาชนไม่มีเงินในกระเป๋าในการจับจ่าย รัฐบาลไม่อยากเห็นสถานการณ์นี้เกิดขึ้น จึงได้มีการวางแผนวางแผน ช่วยเหลือในช่วงนี้ก่อน 4 เดือนแรก”
นายภราดร กล่าวอีกว่า ส่วนที่ น.ส.ศิริกัญญา ตั้งคำถามว่าช่วยตรงกลุ่มเป้าหมายหรือไม่ ขอถามกลับว่าในสภาวะสงครามนี้มีใครบ้างที่ไม่ได้รับผลกระทบ การกำหนดกลุ่มเป้าหมายเป้า 30 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากโครงการคนละครึ่งเมื่อรัฐบาลอนุทิน1 เพื่อให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น และเมื่อรวมกับผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะมีคนได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ทั้งสิ้น 43.2 ล้านคน ดังนั้นจึงเชื่อว่าเป็นตัวเลขที่ใหญ่ เมื่อเทียบกับจำนวนประชากร และรัฐบาลเชื่อว่าครอบคลุมกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบทุกคน
ส่วนตั้งคำถามว่ามีการสอดไส้โครงการไม่จำเป็นเร่งด่วนเข้ามาในการกู้เงิน นายภราดร ระบุว่าโครงการเร่งด่วนหรือไม่อยู่ที่วิสัยทัศน์ของคนมาบริหารประเทศ ว่ามวิกฤตพลังงานในอนาคตแบบไหนและเร่งด่วนหรือไม่ โดยเฉพาะพลังงานไฟฟ้าที่ประชาชนกำลังบ่นว่าได้รับผลกระทบค่าไฟแพง ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ชี้แจงไปแล้วว่า นโยบายของรัฐบาลต้องการลดค่าครองชีพของประชาชน โดยจัดสรรค่าไฟแบบขั้นบันได แนวทางนี้ถือว่าเป็นร่มเดียวกันในการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนด้วยการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
ข้อกล่าวหาว่า “รัฐบาลตีเช็คเปล่า” อาจจะรุนแรงเกินไป รัฐบาลวางแผนอย่างรอบคอบในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน พร้อมย้ำว่ารัฐบาลต้องการใช้เงิน เพื่อเยียวยาประชาชนในช่วง 4 เดือนแรก ถ้าไม่เยียวยาในระยะสั้นนี้แล้วจะได้เริ่มเยียวยากันเมื่อไหร่ ตอนนี้สถานการณ์จำเป็น ที่จะต้องยื่นมือเข้าไปช่วยประชาชน การใช้เงิน 1.7 แสนล้านบาท ในระยะเวลา 4 เดือนจากนี้ เชื่อว่าจะถึงมือประชาชน ทุกบาททุกสตางค์
ในช่วงท้ายนายภราดร ยืนยันว่าการออก พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาทครั้งนี้ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 มีเหตุผลมีความจำเป็นเร่งด่วน โดยวัตถุประสงค์หลักคือต้องการนำเงินทุกบาททุกสตางค์ส่งให้ถึงมือประชาชน อย่างแน่นอน
นางสาวศิริกัญญา ระบุว่า พ.ร.ก. ไม่ควรออกพร่ำเพรื่อ เป็นการทำงานแบบข้ามหัวสภา สส. ไม่มีโอกาสในการตรวจสอบ ได้ให้ความเห็น ดังนั้นควรต้องใช้อย่างระมัดระวังที่สุด หากจะต้องออกเพื่อเยียวยาก็ไม่ติด แต่ก็ควรกู้ให้น้อยกว่า 2 แสนล้านบาทไม่ใช่เอาทุ่มกับการทำคนละครึ่ง ไปถึง 1.2 แสนล้านบาท
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าสงครามในตะวันออกกลางจะไม่จบภายใน 4 เดือน เมื่อสถานการณ์ยืดเยื้อรัฐบาลจะกู้เงินมาเพิ่มเพื่อเยียวยาก็คงเป็นไปไม่ได้ หนี้สาธารณะใกล้ชนเพดาน ดอกเบี้ยก็บานเพิ่มขึ้นอีก ดังนั้นจึงถามรัฐบาลว่าแผนการชำระหนี้เป็นอย่างไร ต้องจัดเก็บรายได้อะไรเพิ่มเติมหรือไม่ แผนภาษีในอนาคตเป็นอย่างไร
“ฝากไปถึงรัฐบาลว่าอย่าเอาการเยียวยา ประชาชน เป็นตัวประกัน แล้วสอดไส้โครงการที่ไม่เร่งด่วนเพื่อหวังผลอื่น หากมีการส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ แล้วส่งผลให้การกู้มีปัญหาในภายหลังก็อย่าเอาการเยียวยาประชาชนมาเป็นข้ออ้าง แต่เป็นเพราะที่รัฐบาลไม่ยอมแยก โครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานออกจากการเยียวยาประชาชน หากเกิดผลอะไรขึ้นรัฐบาลก็จะต้องรับผิดชอบ “ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวทิ้งท้าย