หมอวรงค์ จี้ตัดบำนาญ สส. สว. เสนอปรับลดสิทธิประโยชน์ที่สูงเกินความจำเป็น ค่าเทอมลูกครอบคลุม รร.นานาชาติ คนยากจนเปิดเทอมแต่ละครั้งลำบากมาก ผู้แทนปวงชนไม่ควรให้ ปชช.ดูแลไปตลอดชีวิต ด้าน สส.สนอง อภิปรายโต้ อย่าพูดเอาหล่อ สส.ไม่ได้รวยทุกคน บางคนตายแทบไม่มีโลงใส่
วันนี้ (7 พ.ค. 69) การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาฯ คนที่หนึ่ง ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ได้พิจารณาแต่งตั้งกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ตามมาตรา 8 ของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. 2556 จำนวน 8 คน โดยระหว่างการพิจารณาแต่งตั้ง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส. บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี อภิปรายเสนอแนะต่อกรรมการกองทุน ข้อความตอนหนึ่งระบุว่า ขอให้พิจารณาความเหมาะสมต่อการอนุมัติเงินสวัสดิการให้กับอดีต สส. และ อดีต สว. ที่มากเกินจำเป็น
หมอวรงค์ ระบุว่า ปัจจุบัน สส. จ่ายเงินเข้ากองทุนเดือนละ 3,500 บาทต่อเดือน แต่แลกกับสิทธิประโยชน์ที่กองทุนมอบให้กับอดีตสมาชิกรัฐสภา 5 สิทธิประโยชน์ คือ
1. เงินทุนเลี้ยงชีพ หรือ เงินบำนาญ จ่ายรายเดือนตลอดชีวิต
2. รักษาพยาบาลเบิกได้ปีละ 1.3 แสนบาท และกรณีไม่เจ็บป่วย สามารถใช้สิทธิตรวจสุขภาพประจำปีได้ ในวงเงิน 1.3 แสนบาทต่อปี มากกว่าประกันชีวิตของบริษัทเอกชน
3. สิทธิช่วยเหลือการศึกษาบุตร โดยในหลักการรับได้มีลูก 2 คน เบิกการศึกษาได้ถึงปริญญาตรี แต่เชื่อหรือไม่สิทธิครอบคลุมบุตรที่เรียนในโรงเรียนนานาชาติ ตั้งแต่ชั้นประถมถึงมัธยมปลาย ซึ่งมากเกินความจำเป็น คนยากจนเปิดเทอมแต่ละครั้งลำบากมาก
4. กรณีทุพพลภาพ 1.5 หมื่นบาท
5. เมื่อถึงแก่กรรม ครอบครัวและลูกได้ 2 แสนบาท
จุดที่ประชาชนคลางแคลงใจ คือ บำนาญ สส. และ สว. หากจ่ายเงินแค่ 1 ปี แล้วเกิดยุบสภา ประชาชนต้องเลี้ยงดูพวกเราจนตาย เลี้ยงดูไปตลอดชีวิต ตนถือว่าสิทธิมากเกินจำเป็น เมื่อรวมกับสิทธิการศึกษาที่ให้กับบุตรที่เรียนโรงเรียนนานาชาติ เป็นสิทธิที่ทะลุฟ้ามากเกินความจำเป็น
นพ.วรงค์ กล่าวอีกว่า ช่วงนี้เห็น ส.ส. ลาออก บางคนลาออกไปเป็นรัฐมนตรี แต่เมื่อกองทุนไม่ได้จำกัดสิทธิคนเป็นรัฐมนตรีถือว่าลาออก สส. เป็นอดีตสมาชิกรัฐสภา ทำให้นอกจากได้เงินเดือนรัฐมนตรียังได้เงินบำนาญ สส. อีก ถือว่าเอาเปรียบประชาชน หรือแม้แต่ สส. บางคนลาออกไปลงผู้ว่าฯ กทม. ถ้าได้เป็นผู้ว่าฯ กทม. นอกจากได้เงินเดือนผู้ว่าฯ กทม. แล้ว ยังได้เงินบำนาญของอดีต สส. หรือ สว. อีก
“อยากฝากให้ สส. ที่ไปเป็นกรรมการกองทุน ให้พิจารณาว่าสิทธิอะไรที่มากเกินความจำเป็น อย่าให้มากเกินไป เราเข้ามาปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องใหญ่สำหรับประชาชน สิทธิรักษาพยาบาล สิทธิช่วยเหลือการศึกษา ผมรับได้ แต่อยากให้ตัดค่าการศึกษาบุตรที่เรียนในโรงเรียนนานาชาติ เอาแค่โรงเรียนของรัฐ รวมถึงยกเลิกบำนาญ สส. และ สว. และขอเรียกร้องให้ สส. และ สว. ชุดปัจจุบันแสดงเจตนารมณ์ว่าไม่ควรได้รับบำนาญ ถือเป็นจุดเริ่มต้นปฏิรูประบบสภา เพื่อปกป้องผลประโยชน์ประชาชน” นพ.วรงค์ อภิปราย
ขณะที่นายสนอง เทพอักษรณรงค์ สส. บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย อภิปรายว่า ในฐานะกรรมการกองทุน จะรับข้อเสนอของ นพ.วรงค์เพื่อบัญญัติหลักเกณฑ์ต่อไป ทั้งนี้ตนขอพูดด้วยความสัตย์จริงและเป็นธรรม คนเป็น สส. ไม่ได้รวยทุกคน เคยเห็นอดีต สส. หลายคนตายแล้วแทบจะไม่มีโลงใส่ ดังนั้นเมื่อมีสวัสดิการเพื่อดูแลให้เหมาะสมกับฐานานุรูปไม่ใช่เรื่องเสียหาย เพราะเงินส่วนหนึ่งมาจากการหักเงินเดือนขณะดำรงตำแหน่ง แต่ก็เป็นสิทธิของแต่ละบุคคล หากคิดว่ามีฐานะดี ไม่เดือดร้อน สามารถแจ้งความจำนงขอสละสิทธิรับเบี้ยยังชีพ สส. ซึ่งจะได้รับการประกาศเกียรติคุณ
“ที่ทราบมา นพ.วรงค์ เคยเป็น สส. และหยุดพักไปหลายปี แต่ก็ยังได้รับอยู่ ดังนั้นขอให้แจ้งความจำนงไว้ว่าต่อไปนี้ไม่รับ จะได้ประกาศให้สังคมชื่นชม ดังนั้นการพูดใด ๆ ขอให้คำนึงถึงความเป็นธรรม หากจะพูดเอาหล่อ เอาดีคนเดียวใครก็พูดได้ แต่อยากมองให้เห็นเพื่อนรอบข้างสิ่งที่เหมาะสมยินดีจะรับไว้เป็นข้อสังเกตเพื่อปฏิบัติด้วยความเรียบร้อย” นายสนอง กล่าวอภิปราย
นพ.วรงค์ ลุกขึ้นชี้แจงต่อว่า เงินภาษีของประชาชนที่จ่ายเป็นกองทุนให้อดีตสมาชิกรัฐสภา ปีละ 400-500 ล้านบาท ถือว่าเอาเปรียบประชาชน ทั้งนี้ สส. ทุกคนไม่รวย แต่พอดูแลตัวเองได้ ตนไม่มีเงินมาก แต่พอดูแลตัวเองได้ เพราะตนไม่โลภ ไม่คิดเข้ามาโกง ตนพอเพียงกับชีวิต ดังนั้นอย่าวัดว่าใครจนใครรวย แต่วัดที่สำนึกความรับผิดชอบต่อประชาชน