บวชเณรภาคฤดูร้อน ถูกพระพี่เลี้ยงต่อยสาหัส

บวชเณรภาคฤดูร้อน ถูกพระพี่เลี้ยงต่อยสาหัส

View icon 33
วันที่ 9 พ.ค. 2569 | 12.44 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
แม่พาลูกชายวัย 10 ขวบ ร้อง “กัน จอมพลัง” บวชเณรภาคฤดูร้อน ถูกพระพี่เลี้ยงต่อยใบหน้าสาหัส วัดปัดรับผิดชอบ

เมื่อเวลา 17.00 น. วานนี้ (8 พ.ค. 69) นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือ “กัน จอมพลัง” ได้รับการร้องขอความเป็นธรรมจาก นางฐาวิณี อายุ 37 ปี และ ลูกชาย วัย 10 ขวบ หลังไปบวชเณรภาคฤดูร้อน ที่วัดแห่งหนึ่งใน อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช แต่กลับถูกพระพี่เลี้ยง อายุ 21 ปี ทำร้ายร่างกาย ต่อยเข้าที่ใบหน้าหลายครั้ง จนกระดูกใต้ตาหัก กระดูกโหนกแก้มแตก ไร้การเยียวยา วัดปัดความรับผิดชอบอ้างเป็นเรื่องส่วนบุคคล ปัจจุบันพระพี่เลี้ยงที่ก่อเหตุได้ย้ายไปอยู่วัดต้นสังกัดแล้ว ครอบครัวตั้งข้อสงสัยว่า หากมีคดีความยังสามารถบวชเป็นพระได้หรือไม่

โดยนางฐาวิณี กล่าวว่า ตนได้พาลูกชายไปบวชเณรภาคฤดูร้อนที่วัดแห่งหนึ่งในช่วงปิดเทอม โดยกิจกรรมมีตั้งแต่วันที่ 2-21 เม.ย. 69 เพื่อต้องการหากิจกรรมให้ลูกชายทำเวลาว่าง ซึ่งในทุกวันจะมีการโทรศัพท์พูดคุยผ่านแอปฯ เมสเซนเจอร์ แต่เมื่อวันที่ 11 เม.ย. 69 ตนติดต่อลูกชายไม่ได้ จึงโทรไปหาอาจารย์ผู้ดูแลโครงการฯ ซึ่งได้คำตอบว่าลูกชายถูกยึดโทรศัพท์เพราะมีปัญหากับพระพี่เลี้ยง ตนจึงขอวิดีโอคอลแทน แต่กลับได้รับคำตอบว่า ตอนนี้ลูกชายพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล เมื่อได้ยินดังนั้นตนรู้สึกตกใจมาก จึงรีบสอบถามเรื่องราว ทราบว่า ลูกชายถูกพระพี่เลี้ยงทำร้ายร่างกาย ต่อยเข้าที่ใบหน้าหลายครั้ง จนกระดูกใต้ตาหัก กระดูกโหนกแก้มแตก สาเหตุเพียงเพราะลูกชายไม่ยอมให้พระพี่เลี้ยงยึดโทรศัพท์มือถือ และพระพี่เลี้ยงเดินเข้ามาประชิดตัว ลูกชายจึงดันออก ทำให้ถูกทำร้าย จากนั้นตนจึงรีบขับรถจาก จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อมาหาลูกชายทันที

หลังเกิดเหตุลูกชายต้องร้องขอไปโรงพยาบาลเอง เพราะทนความเจ็บปวดไม่ไหว และขอสึกก่อนกำหนด เมื่อวันที่ 14 เม.ย. 69 เพราะรู้สึกไม่ปลอดภัย ซึ่งเล่าให้ตนฟังว่า ขนาดนอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล ลืมตามายังเห็นพระพี่เลี้ยงนั่งอยู่ข้าง ๆ ทำให้เกิดความหวาดระแวง เอาชาไข่มุกมาให้กินก็ไม่กล้ากิน แต่เจ้าอาวาสไม่ยอมให้สึ กบอกจะขอดูแล แต่ตนไม่สามารถปล่อยไว้ได้ เพราะลูกชายต้องประคบเย็นทุก 2 ชั่วโมง จึงแจ้งตำรวจก่อนจะนำตัวลูกชายกลับมารักษาต่อใกล้บ้าน ลูกชายมีอาการบาดเจ็บ ทำให้อ้าปากกว้างและกินข้าวได้ลำบาก ตนต้องการให้รักษาลูกชายที่โรงพยาบาลเอกชน แต่ทางวัดขอให้รักษาโรงพยาบาลรัฐแทน ซึ่งการรักษาจำเป็นต้องผ่าตัดด้วยแพทย์เฉพาะทาง แบบใส่เหล็ก ราคา 120,000 บาท แบบใส่ซิลิโคน ราคา 200,000 บาท โดยขอให้ตนทำเรื่องผ่อนกับทางโรงพยาบาลซึ่งไม่สามารถทำได้

ทุกวันนี้ต้องใช้สิทธิบัตร 30 บาทแทน ซึ่งตนมีความกังวลในการรักษาระยะยาว จึงไปปรึกษากับโรงพยาบาลเอกชนหลายที่ แพทย์ลงความเห็นว่า การศัลยกรรมด้วยซิลิโคนจะมีผลดีต่ออนาคตมากกว่า เพราะลูกชายอายุยังน้อย อนาคตอาจจะไม่เหมือนเดิม วันนี้ตนเดินทางมาร้อง ”กัน จอมพลัง“ เพราะกลัวไม่ได้รับความเป็นธรรม และอยากได้ความรับผิดชอบในเรื่องของการรักษาพยาบาล รวมทั้งอยากได้หมอเฉพาะทางช่วยรักษาอาการบาดเจ็บของลูกชายด้วย ซึ่งวัดอ้างว่าเหตุการณ์นี้เป็นการกระทำส่วนบุคคล และปัจจุบันพระพี่เลี้ยง ก็ยังไม่สึกจากความเป็นพระ เพียงแต่ย้ายไปวัดต้นสังกัด อ้างว่ารอคดีสิ้นสุด และมีคำสั่งจากอัยการให้สึกเท่านั้น

นอกจากนี้ ครอบครัวมีการตั้งข้อสงสัยว่า พระพี่เลี้ยงมีอารมณ์ฉุนเฉียวเกินเหตุ มาจากสาเหตุใด ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่สามารถตรวจปัสสาวะได้ พร้อมถามตนกลับว่า “แล้วคุณแม่ต้องการจะให้ผมทำอะไรเหรอครับ“ ตนเกรงว่าพระพี่เลี้ยงจะไม่ถูกดำเนินคดีตามกฏหมาย นอกจากนี้ทางวัดได้มีการต่อว่าตน ทำให้วัดเสื่อมเสียชื่อเสียง ซึ่งตนมองว่าการให้ลูกชายบวชในโครงการบวชสามเณรภาคฤดูร้อน ควรอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของวัด เพราะตนไม่ได้พาลูกไปใส่บาตรทำบุญแล้วเกิดเหตุทะเลาะวิวาทเอง วัดถึงจะไม่ต้องรับผิดชอบอะไร

กัน จอมพลัง กล่าวว่า วันนี้ก่อนที่ตนจะได้พูดคุยกับคุณแม่ผู้เสียหาย ตนได้โทรศัพท์ไปสอบถามทาง ผกก.สภ.สิชล ซึ่งท่านได้รับปากว่าจะเร่งรัดคดีนี้ให้เร็วที่สุด โดยจะให้สหวิชาชีพนัดสอบปากคำผู้เสียหายเพิ่มเติม ตอนนี้ทราบมาว่าทาง ผกก. ได้เชิญตัวพระพี่เลี้ยงที่ก่อเหตุมารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว เบื้องต้นได้แจ้งข้อกล่าวหา “ทำร้ายร่างกายผู้อื่นให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส” แต่ประเด็นตอนนี้ที่คุณแม่ผู้เสียหายตั้งข้อสงสัยคือ พระพี่เลี้ยงถูกแจ้งข้อกล่าวหาแล้วจะยังสามารถบวชเป็นพระได้อีกหรือไม่ ซึ่งตัวพระพี่เลี้ยงก็ได้รับสารภาพแล้วว่า ก่อเหตุทำร้ายผู้เสียหายจริง

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประสานทางกระทรวงยุติธรรมเพื่อมอบเงินเยียวยาเกี่ยวกับคดีอาญาให้กับครอบครัวผู้เสียหายใช้ในการรักษาพยาบาล นอกจากนี้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ก็รับเรื่องและช่วยประสาน พม.จังหวัด ให้ลงพื้นที่ช่วยดูแลเพิ่มเติมทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจของผู้เสียหาย อีกเรื่องที่คุณแม่ยังมีความกังวลในขั้นตอนของการรักษาลูกชายในระยะยาว อาจจะต้องปรึกษาแพทย์ว่า มีแนวทางการรักษาอย่างไรบ้าง ด้านการรับผิดชอบของทางวัด ตนมองว่าควรเข้ามารับผิดชอบด้วย เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับประชาชน เพราะการบวชสามเณรภาคฤดูร้อน เป็นโครงการที่ทางวัดจัดขึ้น หากไม่แสดงความรับผิดชอบ คิดว่าต่อไปคงไม่มีใครกล้าส่งลูกหลานมาบวช ทั้งนี้ คุณแม่ของผู้เสียหายไม่ได้เรียกร้องอะไรมาก แค่อยากให้ทางวัดช่วยค่ารักษาพยาบาลลูกชายเท่านั้นเอง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง