เจาะประเด็นข่าว 7HD - หนุ่มชาวจีนที่ขับรถประสบอุบัติเหตุ แทนที่จะเป็นผู้เสียหาย ต้องกลายเป็นผู้ต้องหา เพราะของกลางที่เจอในรถคือ เสื้อเกราะผูกติดระเบิดซีโฟร์ และที่บ้านยังมีคลังแสงเก็บไว้เป็นจำนวนมาก หลังแจ้งข้อหาเช้านี้ตำรวจพาตัวไปฝากขังศาลฯ แล้ว แต่คดีไม่ได้จบแค่นั้น ยังมีการขยายผลต่ออีก
จากหลักฐานการสนทนากับ AI Chat GPT ที่ถามว่าการขนย้ายระเบิด C4 ไปกับรถเครื่องยนต์ดีเซลจะมีอันตรายหรือไม่อย่างไร อาจไม่ใช่หลักฐานเพียงอย่างเดียวที่ทำให้สงสัยว่า นายหมิงเฉิน ซัน อายุ 31 ปี ชาวจีน ไม่ปกติ เพราะยังมีภาพการฝึกใช้อาวุธสงคราม และฝึกโยนลูกระเบิดลงน้ำ ที่น่าจะเป็นเหตุการณ์ในประเทศกัมพูชา ชวนให้สงสัยว่า นี่เป็นเพียงแค่ความรักชอบสะสมอาวุธเฉย ๆ หรือศึกษาหาความรู้ไว้ เพื่อทำอะไรบางอย่างกันแน่
จากการซักถามกับ นายหมิงเฉิน ผ่านล่ามแปลภาษา บอกว่าตัวเองสะสมอาวุธพวกนี้มาตั้งแต่ปี 2565-2569 เพราะรักชอบเรื่องอาวุธ ไม่ว่าจะเป็น ปืนพกสั้น อาวุธปืนสงคราม อุปกรณ์สำหรับประกอบและควบคุมระเบิดชนิด C4 กับดักระเบิดสังหารบุคคล ระเบิดสังหารชนิดขว้าง รวมประมาณ 10 ลูก และอื่น ๆ ทั้งหมดนี้อ้างว่าได้มาจากการสั่งซื้อผ่านกลุ่มไลน์
ส่วนที่เจอว่าทำไมถึงนำเสื้อเกราะที่ติดวัตถุระเบิดไปกับรถ จะเอาไปเตรียมการที่ไหนหรือไม่ ก็ปฏิเสธว่าเตรียมไว้จบชีวิตตัวเอง เนื่องจากอาการป่วยเป็นโรคซึมเศร้า
ขณะที่เช้าวันนี้ ตำรวจ สภ.นาจอมเทียน ได้พาตัว นายหมิงเฉิน ไปพิมพ์ลายนิ้วมือ ก่อนพาตัวไปขออำนาจศาลจังหวัดพัทยา ฝากขังตัวชั่วคราว ในข้อหามีอาวุธและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, พาอาวุธปืนไปในเมืองโดยไม่มีเหตุจำเป็น, มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาต, มีวัตถุระเบิดไว้ในความครอบครอง และครอบครองยุทธภัณฑ์ทางทหาร
ซึ่งทาง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พลตำรวจเอก กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ได้สั่งการให้ ตำรวจสืบสวนภูธรภาค 2 เร่งสืบสวนขยายผลในทุกมิติตั้งแต่ ประวัติของผู้ต้องหา การเดินทางเข้าออกประเทศ สถานะอาชีพ รวมถึงคนที่เกี่ยวข้อง และที่มาของอาวุธสงครามทั้งหมด นอกจากนี้ยังให้ติดตามดูเส้นทางการเงิน ให้ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองวิเคราะห์คนที่อยู่ในไทยนานผิดสังเกตด้วย
โดยมีข้อมูลว่า นายหมิงเฉิน เข้ามาประเทศไทยครั้งแรก เมื่อปี 2563 โดยใช้วีซ่านักท่องเที่ยวแบบ 15 วัน 2 ครั้ง และในช่วง 4 ปี มานี้ก็เข้า ๆ ออก ๆ ประเทศไทย รวม 55 ครั้ง ด้วยวีซ่าระยะยาว และล่าสุดก็เพิ่งเข้าไทยเมื่อวันที่ 27 มกราคม ที่ผ่านมา โดยใช้ วีซ่า Re-entry Permit
ส่วนประเด็นเรื่องบัตรประชาชนใบสีชมพู ที่ระบุว่ามีการโอนย้ายที่อยู่จาก อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อปี 2566 ไปอยู่ที่บ้านหลังหนึ่ง ในซอยหทัยราษฎร์ 37 เขตคลองสามวา กรุงเทพฯ ตำรวจ สน.นิมิตรใหม่ ได้เข้าตรวจสอบบ้านหลังดังกล่าวแล้ว เบื้องต้นพบว่า เป็นบ้านของอดีตภรรยา จากการตรวจค้นภายในบ้าน ไม่พบวัตถุอันตรายใด ๆ
ภรรยาเก่าของ นายหมิงเฉิน ยอมรับว่าเคยแต่งงาน 2-3 ปี ก่อนเลิกรากันไปเมื่อปีที่แล้ว เพราะปัญหาเรื่องชู้สาว ยอมรับว่าอดีตสามี มีความรักชอบเรื่องอาวุธปืนจริง เคยเห็นมีปืน 1 กระบอก แต่ไม่รู้ของใคร และตัวเขาก็ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าจริง เจ้าตัวมักบ่นอยากฆ่าตัวตายประจำ แต่ไม่เคยไปทำร้ายใคร ส่วนธุรกิจที่ทำเห็นว่าเปิดสถานบันเทิงอยู่ในประเทศกัมพูชา
ส่วนอาวุธปืนพกสั้น หนึ่งในของกลาง พบว่ามี ตำรวจยศ "ดาบตำรวจ" ซึ่งปัจจุบันเลื่อนยศเป็น "ร้อยตำรวจตรี" สังกัด สน.สายไหม เคยซื้อผ่านโครงการสวัสดิการ แล้วได้นำไปจำนำเมื่อปี 2554 ให้ "สารวัตร" ใน สน.เดียวกัน ก่อนที่ปืนจะหลุดจำนำไปเป็นทอดที่ 3 อยู่ระหว่างการหาข้อเท็จจริง ว่าไปอยู่ในมือของผู้ต้องหาได้อย่างไร
ขณะที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ส่งข้อความมาตั้งแต่เกิดเหตุ ซึ่งได้เน้นย้ำไปว่า ขอให้ขยายผล ให้ได้รับทราบถึงต้นเหตุ และดำเนินการอย่างเด็ดขาดเข้มข้น ต้องหาต้นตอของปัญหานี้ให้ได้
พร้อมตั้งข้อสงสัยว่า เหตุใดชาวต่างชาติจึงสามารถครอบครองอาวุธจำนวนมากได้ เพราะย้ำไปแล้วว่า ไม่มีการอนุญาตให้พกพาอาวุธปืน และหากเกี่ยวข้องกับบุคคลใด ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติเราก็จะดำเนินการอย่างเต็มที่
ส่วนอาวุธสงครามจำนวนมากของชายชาวจีนรายดังกล่าวจะมีความเชื่อมโยงกับกลุ่ม BHQ ของกัมพูชาหรือไม่นั้น นายอนุทิน บอกว่าเป็นสิ่งที่จะต้องเร่งดำเนินการอย่างเฉียบขาด ซึ่งต้องดูเป็นเรื่อง ๆ ไป เพราะจะมีผลไปถึงเรื่องฟรีวีซ่า แต่ ณ ตอนนี้ขอให้ตำรวจและความมั่นคง ได้ดำเนินการสอบสวนให้ได้รายละเอียดได้มากที่สุดก่อน