อดีตภรรยาชาวจีน เคยเป็นภรรยาอดีตตำรวจ สน.ห้วยขวาง

แชร์
ห้องข่าวภาคเที่ยง สุดสัปดาห์ - ตำรวจขยายผลต่อเนื่อง คดีหนุ่มจีนสะสมอาวุธเป็นคลังแสง ล่าสุดพบข้อมูลอดีตแฟนสาว เคยเป็นแฟนเก่าอดีตตำรวจที่ถูกออกจากราชการ รับสินบนคดีบุหรี่ไฟฟ้า

เป็นเรื่องใหญ่ถึงขนาด พลตำรวจเอก กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สั่งขยายผล กรณี นายหมิงเฉิน ชาวจีน อายุ 31 ปี และ นางสาวยู ซีห์ หม่า ชาวไต้หวัน ที่ประสบอุบัติเหตุรถเก๋งชนแท่งแบร์ริเออร์ก่อนพลิกตะแคง พอตำรวจจะเข้าไปช่วยกลับพบพิรุธ เจ้าตัวออกอาการกระวนกระวายไม่อยากให้ช่วยเหลือ

จากการตรวจค้น พบถังบรรจุน้ำมัน 20 ลิตร และแบตเตอรี่รถยนต์ใหม่เอี่ยม 1 ก้อน คล้ายใช้ทำอะไรบางอย่าง

จึงพาตัวขยายผลตรวจค้นบ้านพัก พบอาวุธปืนสงคราม วัตถุระเบิด และยุทธภัณฑ์ทางทหาร ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต รวม 23 รายการ อ้างว่าเป็นความชอบส่วนตัว เก็บสะสมนานหลายปี

แต่ตำรวจพบข้อมูลสอบถามเอไอเรื่องการก่อเหตุวินาศกรรม สถานที่สำคัญ รวมถึงพบคลิปฝึกซ้อมยิงปืนร่วมกับกองกำลัง BHQ หรือ กองกำลังพิทักษ์ สมเด็จฮุน เซน ที่ค่ายรบพิเศษ 911 ประเทศกัมพูชา

จึงมีการขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งวานนี้ (9 พ.ค.) นางสาวพราว อายุ 31 ปี (นามสมมุติ) อาชีพรับจ้างเอนเตอร์เทนต์ สถานบันเทิง ย่านทองหล่อ อดีตภรรยาของ นายหมิงเฉิน ผู้ต้องหาชาวจีน ออกมาปฏิเสธว่า อดีตสามีของเธอไม่ใช่พวกก่อการร้าย พร้อมย้อนถามนักข่าวว่า "ดูสภาพเขาสิ ไปก่อการร้ายที่ไหนได้"

เธอ ยังบอกอีกว่า อดีตสามีป่วยเป็นโรคซึมเศร้า บอกว่าจะฆ่าตัวตาย โดยเจ้าตัวมีประวัติการรักษาต่อเนื่องทุกเดือน

ล่าสุดพบข้อมูลอาวุธปืนสั้นที่ตรวจพบในรถขณะเกิดอุบัติเหตุ มีผู้ครอบครองปืนรวม 5 คน หนึ่งในนั้นมีชื่อ นางสาวพราว เป็นผู้เกี่ยวข้องกับการซื้อขายอาวุธปืนสั้นที่ซุกซ่อนในรถขณะเกิดอุบัติเหตุ

โดยผู้ครอบครองปืนคนแรก คือ รองสารวัตรปราบปราม สน.สายไหม นำปืนไปจำนำกับเพื่อนช่วงที่ทำงานอยู่ที่กองกำกับการสืบสวนสอบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 2 เมื่อปี 2554 จากนั้นขายต่อให้ตำรวจนายหนึ่งที่ สน.เตาปูน แล้วขายต่อให้ตำรวจฝ่ายอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจนครบาล และอดีตรองสารวัตรอำนวยการ สน.ห้วยขวาง ที่ถูกออกจากราชการ และถูกจำคุกคดีเจ้าพนักงานฯ รับสินบนบุหรี่ไฟฟ้า

ซึ่ง นางสาวพราว อดีตภรรยานายเฉิน เคยเป็นแฟนเก่า อดีตรองสารวัตรอำนวยการ สน.ห้วยขวาง เมื่อ นายเฉิน อยากได้ปืน จึงติดต่อซื้อในราคากระบอกละ 1 แสนบาท

ส่วนที่หลายคนสงสัยเธอไปเจอ นายเฉิน ได้อย่างไร ประเด็นนี้เธอบอกว่า เคยพบกันเมื่อปี 2564 ที่พัทยา จังหวัดชลบุรี ก่อนมาพบกันอีกครั้งที่ร้านอาหารย่านประดิษฐ์มนูธรรม จากนั้นทั้งคู่ใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน 2 ปี ก่อนตัดสินใจแต่งงาน พักอาศัยที่บ้านในซอยหทัยราษฎร์ 37 อยู่กินกัน 1 ปี ก็ต้องเลิกรา เพราะฝ่ายชายเจ้าชู้

ตลอดเวลาที่คบกัน เธอ บอกว่า เขาเป็นคนดี ถึงเลิกกันไปแล้วก็รู้สึกสงสาร เลยไม่ได้นำชื่อออกจากผู้อยู่อาศัย ยืนยันว่า นายเฉิน ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า มีใบรับรองแพทย์ รับการรักษาทุกเดือน ชื่นชอบอาวุธ แต่ไม่เคยทำร้ายใคร

ส่วนธุรกิจเท่าที่เธอทราบ นายหมิงเฉิน เป็นเจ้าของสถานบันเทิงในกัมพูชา ไม่ใช่ธุรกิจสีเทา หากสีเทาจริงเธอบอกว่าเธอรวยไปแล้ว มีบริษัทรถเช่าที่ประเทศเกาหลีใต้ จึงเดินทางไปต่างประเทศบ่อยครั้ง

ส่วนที่ประเทศไทย มีความเกี่ยวข้องกับบริษัทฯ เอกชนแห่งหนึ่ง ย่านคลองสามวา กรุงเทพฯ ซึ่งประกอบธุรกิจรับเหมา ออกแบบติดตั้ง ซ่อมบำรุงระบบไฟฟ้า ระบบประปา และระบบบำบัดน้ำเสีย ทุนจดทะเบียน 2 ล้านบาท เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2564 มีสัดส่วนผู้ถือหุ้นชาวไทย 70% และ จีน 30% สถานะยังดำเนินกิจการ

นอกจาก นางสาวพราว ยังมีผู้เกี่ยวข้องกับอาวุธปืนเถื่อน อีก 2 คน วานนี้ เวลาเกือบ 19.00 น. ตำรวจชุดคลี่คลายคดี เข้าสอบถามข้อมูล พันจ่าเอกเมธี สังกัดกรมสารวัตรทหารเรือสัตหีบ ที่บ้านพักในพื้นที่อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี และ นายจำลอง หรือ บอย อายุ 51 ปี นายสนามยิงปืนในพื้นที่จังหวัดชลบุรี หลังพบข้อมูลว่า นายจำลอง เป็นเจ้าของบัญชีธนาคารรับโอนเงินซื้อขายอาวุธปืนไรเฟิลจู่โจม จาก นายเฉิน ราคากระบอกละ 1 แสนบาท

เบื้องต้น นายจำลอง อ้างว่า มีหน้าที่เปิดบัญชีรับโอนเงินจากผู้ต้องหาชาวจีนเท่านั้น โดยไม่ทราบว่าเป็นเงินซื้อขายสิ่งใด แต่จากแนวทางการสืบสวนของตำรวจ พบว่าเครือข่ายผู้จัดหาอาวุธปืนมีผู้เกี่ยวข้อง 5 คน

จนถึงเวลานี้ตำรวจเชิญตัวผู้ต้องสงสัยมาสอบปากคำแล้ว 3 คน เหลืออีก 2 คน เป็นทหารประจำการและอดีตทหาร โดยยังไม่มีการจับกุมหรือแจ้งข้อหา เป็นเพียงการสอบสวนเพื่อหาความเชื่อมโยงเครือข่ายจัดหาอาวุธสงคราม แต่หากพบหลักฐานจะดำเนินคดีเด็ดขาด ไม่มีละเว้น

กรณี นายหมิงเฉิน ครอบครองบัตรประชาชน ทำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตื่นตัว รวมถึงผู้ใช้โซเชียลพบข้อมูลคนจีนพื้นที่ สน.เพชรเกษม ได้สัญชาติไทย

ล่าสุด มีคำชี้แจงจากตำรวจ สน.เพชรเกษม และสำนักงานเขตบางแค ออกมาแล้ว หลังเรียกตัวมาสอบปากคำ ยืนยันว่า นายเฉิงเจ้า ที่ครอบครองบัตรประชาชนไทย พักอยู่ซอยเพชรเกษม 55/2 เขตบางแค กรุงเทพฯ มีสัญชาติไทยจริง ๆ ได้สัญชาติมาตั้งแต่รุ่นคุณปู่ และทำบัตรประชาชนที่สำนักงานเขตบางแค เมื่อปี 2551 อย่างถูกต้อง ปัจจุบันประกอบกิจการขายส่ง-ขายปลีกอุปกรณ์โทรศัพท์ โดยไม่มีความเกี่ยวข้องหรือรู้จักกับ นายหมิงเฉิน แต่อย่างใด เพียงแต่ชื่อออกเสียงคล้ายกันเท่านั้น

ส่วนกรณีที่พบชาวจีนครอบครองอาวุธสงคราม ล่าสุดได้มีการซัดทอดถึงข้าราชการสังกัดกองทัพเรือมากกว่า 1 นาย เป็นบุคคลที่อาจเกี่ยวข้องกับการจำหน่ายอาวุธปืน

ซึ่งทาง กองทัพเรือ โดย พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ออกมาเปิดเผยว่า กองทัพเรือ ได้รับทราบข้อมูลดังกล่าวแล้ว พร้อมยืนยันว่าจะไม่มีการปกป้องผู้กระทำผิด ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นกำลังพลในสังกัดหรือไม่ หาพบว่ามีการกระทำความผิดจริง จะดำเนินการทางวินัย และทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด

เบื้องต้น ได้ดำเนินการนำกำลังพลที่ถูกพาดพิงเข้าพบพนักงานสอบสวน เพื่อให้ข้อมูล และเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามขั้นตอน พร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการสอบสวน เพื่อให้เป็นไปอย่างโปร่งใสตรงไปตรงมา ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และจะไม่มีการละเว้นต่อผู้กระทำผิดโดยเด็ดขาด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง