จนมุม ! น้าชายแท้ ๆ วัย 29 ปี ใช้กำลังบังคับขืนใจหลานสาว ขณะเรียนอยู่ชั้น ม.2 ข่มขู่เด็กห้ามบอกใคร สุดท้ายแม่พบพิรุธ เค้นเอาความจริงจากปากลูก
วันนี้ ( 10 พ.ค. 69 ) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ (บก.ปพ.) ร่วมกันจับกุม นายสมพร อายุ 29 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับของ ศาลจังหวัดนครราชสีมา ฐาน พาเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปี ไปเพื่ออนาจาร แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม โดยปราศจากเหตุอันสมควร พรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร กระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตนพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการ อนาจาร แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม พรากเด็กอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยผู้เยาว์นั้นไปไม่เต็มใจไปด้วยเพื่ออนาจาร และข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ โดยจับกุมได้ในพื้นที่ จังหวัดนนทุบรี
สืบเนื่องจาก แม่ของผู้เสียหาย ได้นำตัว น.ส.เอ (นามสมมุติ) ลูกสาวไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลวังน้ำเขียว เมื่อมิถุนายน 2566 หลังพบว่าลูกสาวมีอาการผิดปกติ และแพทย์ได้แจ้งว่า ถูกกระทำชำเรา จึงได้สอบถามจนทราบความจริง ว่าถูกนายสมพร น้าชายแท้ๆ ข่มขืนกระทำชำเราถึง 2 ครั้ง ครั้งแรก พฤษภาคม 2563 ขณะนั้นผู้เสียหายมีอายุเพียง 14 ปี กำลังเรียนอยู่ชั้น ม.2 ขณะที่เธอกำลังนั่งเล่นโทรศัพท์มือถืออยู่ที่บ้านพัก นายสมพรได้เดินเข้ามาทางด้านหลัง ใช้กำลังบังคับฉุดดึงผู้เสียหายไปยังบ้านพัก ที่อยู่ห่างไปประมาณ 5 เมตร ก่อนจะลงมือข่มขืนกระทำชำเรา พร้อมข่มขู่ห้ามส่งเสียงดัง และหากขัดขืนจะฆ่าให้ตาย และกำชับห้ามนำเรื่องไปบอกใครเด็ดขาด ครั้งที่ 2 มิถุนายน 2566 ขณะผู้เสียหายอายุ 17 ปี โดยนายสมพรได้เข้ามาก่อเหตุในลักษณะเดิม ใช้มือปิดปาก และข่มขู่ว่าจะทำร้ายให้บาดเจ็บหากดิ้นรนขัดขืน จนผู้เสียหายเกิดความกลัว ถูกกระทำชำเราจนสำเร็จความใคร่
แม่จึงตัดสินใจพาลูกสาว เข้าแจ้งความที่ สภ.วังน้ำเขียว ในชั้นสอบสวน นายสมพรให้การ ปฏิเสธ ในข้อหาที่กระทำต่อเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี (เหตุการณ์ครั้งแรก) แต่กลับให้การ รับสารภาพ ในข้อหาพาบุคคลอายุเกิน 15 ปีแต่ไม่เกิน 18 ปี ไปเพื่อการอนาจาร และข่มขืนกระทำชำเราฯ ในเหตุการณ์ครั้งที่สอง ภายหลังได้รับแจ้งความ พนักงานสอบสวนได้เร่งรวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งคำให้การสอดคล้องกันของพยาน และผลตรวจทางการแพทย์ จนนำไปสู่การขอศาลจังหวัดนครราชสีมาออกหมายจับ ซึ่งขณะนั้นเจ้าตัวได้ไหวตัวทัน และหลบหนีออกจากพื้นที่อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา เข้ามากบดานทำงานรับจ้างในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล
ต่อมาตำรวจชุดสืบสวน กก.1 บก.ปพ. ได้สืบทราบเบาะแส และแกะรอยจนพบว่า ผู้ต้องหาปรากฏตัวอยู่ในพื้นที่ ต.หนองเพรางาย อ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี จึงได้นำกำลังเข้าปิดล้อม และแสดงหมายจับเข้าควบคุมตัวได้ในที่สุด ก่อนจะควบคุมตัวผู้ต้องหานำส่งพนักงานสอบสวน สภ.ภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป สอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น ให้การภาคเสธ