ประเมินอาการย้าย "หมิงเฉิน" ส่ง รพ.ชลบุรี ช็อกระหว่างคุมตัวเข้าเรือนจำ

View icon 18
วันที่ 12 พ.ค. 2569 | 07.03 น.
สนามข่าว 7 สี
แชร์
สนามข่าว 7 สี - "หมิงเฉิน" ที่เกิดอาการช็อกระหว่างถูกคุมตัวเข้าเรือนจำพิเศษพัทยา เมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมา ยังคงอยู่ห้องไอซียู ท่ามกลางการคุมเข้มของตำรวจ ตลอด 24 ชั่วโมง

หลังจากที่ช่วงค่ำที่ผ่านมา "หมิงเฉิน" ผู้ต้องหาชาวจีนคดี "คลังแสง" ซุกระเบิดซีโฟร์และอาวุธสงคราม ไปส่งโรงพยาบาลปัทมคุณ เป็นการเร่งด่วน หลังเกิดอาการชักเกร็ง ระหว่างถูกนำตัวเข้าสู่ระบบคัดกรองนักโทษของเรือนจำพิเศษพัทยา

แพทย์ต้องให้น้ำเกลือและใส่เครื่องช่วยหายใจ พาตัวเข้าดูอาการในห้องไอซียู ท่ามกลางตำรวจและเจ้าหน้าที่เรือนจำ ที่สลับกันมาดูแลความเรียบร้อยอยู่รอบบริเวณของโรงพยาบาล ตลอด 24 ชั่วโมง

มีรายงานว่า ช่วงกลางดึก พันตำรวจเอก วสุรัชย์ ชัยธีราพัฒน์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี เดินทางไปติดตามอาการ และกำชับเจ้าหน้าที่คุมเข้มในระหว่างที่ "หมิงเฉิน" แอดมิตที่โรงพยาบาล หากดุลยพินิจของแพทย์ประเมินอาการแล้วไม่ดีขึ้น อาจต้องย้ายไปโรงพยาบาลชลบุรี ซึ่งขั้นตอนการเคลื่อนย้ายนี้ จะเป็นหน้าที่ของหน่วยปฏิบัติการพิเศษ หรือ หน่วยสวาท เป็นผู้รับช่วงต่อ

จากข้อมูลของตำรวจ ระบุว่า นับตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม ที่คุมตัวและการเบิกตัวมาสอบปากคำ "หมิงเฉิน” มีอาการเครียดไม่ยอมกินข้าว ตำรวจถึงขั้นป้อนข้าวก็ไม่กิน เอาแต่ดื่มน้ำและขอสูบบุหรี่ มาช่วงหลัง "หมิงเฉิน" เริ่มไม่ค่อยพูดถึงการฆ่าตัวตายเหมือนช่วงแรกที่ถูกจับกุม แต่จะถามหายาแก้โรคซึมเศร้าอยู่ตลอด

สำหรับคดีนี้ จากอุบัติเหตุกลายเป็นเรื่องความมั่นคง ทำให้การจับกุม "หมิงเฉิน" ไม่ใช่แค่คดีอาญาทั่วไป แต่ยังสะท้อนไปถึงภาพปัญหาต่าง ๆ ในไทย ทั้งที่หลายหน่วยงานกำลังแก้ปัญหา และรอการแก้ปัญหา

ที่ถูกพูดถึงกันมากที่สุด คือ การได้มาซึ่ง "บัตรประจำตัวคนไม่มีสัญชาติไทย" หรือ "บัตรสีชมพู" ด้วยวิธีการอันแสนซับซ้อน

เริ่มตั้งแต่ 20 กรกฎาคม 2565 จดทะเบียนแต่งงานกับ นางสาว "จ." หญิงชาวไทย เพื่อให้ได้มาซึ่งวีซา พำนักระยะยาว ที่ต่ออายุเพียงครั้งละ 1 ปี โดยไม่ต้องเดินทางออกไปต่างประเทศ แล้วก็จะช่วยอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ เช่น การยื่นขอใบอนุญาตทำงานเพื่อประกอบอาชีพในไทยได้ตามกฎหมาย, จัดตั้งบริษัท หรือจ้างงานได้ง่ายขึ้น, ซื้อที่ดินผ่านคู่สมรสไทยได้ และอนาคตก็ยังขอถิ่นที่อยู่ถาวรได้

เรื่องไม่ได้จบแค่นั้น อีก 2 สัปดาห์ต่อมา (2 ส.ค.) ชื่อของ "หมิงเฉิน" ก็ย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านพัก ย่านคลองสามวา กรุงเทพฯ แล้วไปขอออก "บัตรประจำตัวคนไม่มีสัญชาติไทย" ครั้งแรกในวันเดียวกัน

แต่ที่กลายเป็นประเด็น ก็เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2565 มีการขอย้ายที่อยู่ไปยังบ้านอีกหลังในตำบลเชียงดาว อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ และขอทำบัตรใหม่เป็นครั้งที่ 2 ตรงนี้มีการจ่ายเงินค่าดำเนินการ 2,000 บาท แต่ไม่รู้เป็นค่าอะไร

9 พฤศจิกายน ปีเดียวกัน ถึงย้ายออกจากบ้านหลังนั้น กลับเข้าไปอยู่ที่บ้านหลังเดิม ย่านคลองสามวา แล้วทำบัตรอีกใบ อ้างว่าบัตรใบเดิมชำรุด แล้วอีก 2 ปีต่อมา ถึงจดทะเบียนหย่ากับนางสาว "จ."

การได้มาซึ่ง "บัตรชมพู" มีแล้วดีอย่างไร อย่างแรก นำไปแสดงตัวต่อเจ้าหน้าที่ง่าย ติดต่อหน่วยงานราชการก็ง่าย สามารถใช้ทำงานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่ต้องเป็นแบบที่มีใบอนุญาตทำงาน สามารถเข้าถึงสวัสดิการและบริการพื้นฐาน เช่น สิทธิการรักษาพยาบาล การศึกษา และธุรกรรมพื้นฐาน

ดังนั้น เมื่อบัตรนี้ดีขนาดนี้ และการย้ายไปที่อำเภอเชียงดาว ก็ดูผิดปกติ เลยเป็นเหตุที่ชุดปฏิบัติการสืบสวนของกรมการปกครอง จะต้องลงพื้นที่ไปตรวจสอบดูข้อเท็จจริง จนไปพบว่า ลูกชายของเจ้าของบ้านเป็นคนแจ้งเพิ่มชื่อ "หมิงเฉิน" เข้าไปเป็นผู้อาศัย

ประเด็นก็มาพีกตรงที่ว่า "อดีตปลัดอำเภอเชียงดาว" ที่มีชื่อเป็นผู้รับรองออก "บัตรสีชมพู" ให้ "หมิงเฉิน" เคยถูกตำรวจ บก.ปปป. จับกุมในปฎิบัติการสลายหมอกเชียงดาว เมื่อวันที่ 22 มกราคม ที่ผ่านมา เพราะมีพฤติการณ์ทุจริตสวมบัตรประจำตัวประชาชนให้กับบุคคลสัญชาติจีน

แต่ติดอยู่นิดเดียวว่า ต้องยืนยันให้ชัดเจนว่า "อดีตปลัดอำเภอ" ใช่คนเซ็นชื่อรับรองให้ "หมิงเฉิน" หรือไม่ คาดว่าจะชัดเจนได้ใน 2 วันนี้

ประเด็นต่อมา เรื่องการซื้อขายอาวุธปืน ตอนนี้สอบสวนชัดเจนแล้วว่าถ้าไม่นับ "หมิงเฉิน" ในฐานะผู้ซื้อ จะมีตัวละครที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 5 คน ที่ถูกเรียกตัวมาสอบสวน และดำเนินคดี

เริ่มตั้งแต่ นายคเชนทร์ ครูฝึกสนามยิงปืนพัทยา, นายจำลอง เจ้าของบัญชีรับโอนเงิน, พันจ่าเอก เมธี กองพันสารวัตรทหารเรือที่ 2 กรมสารวัตรทหารเรือ, จ่าเอก วัชรินทร์ หรือ จ่าบอย กองการบินทหารเรือ, พันจ่าเอก ปฐมพล หรือ จ่าแหบ อดีตทหารเรือ ลาออกปี 2551

เรียงลำดับความสัมพันธ์ และการซื้อขายอาวุธ เริ่มจาก นายหมิงเฉิน ไปรู้จักกับ นายคเชนทร์ ที่สนามยิงปืนเมืองพัทยา แสดงความต้องการอยากซื้ออาวุธปืน นายคเชนทร์ จึงเป็นคนกลางให้เจอกับ พันจ่าเอก เมธี และ พันจ่าเอก ปฐมพล ที่บ้านพักในซอยเย็นฤดี อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เพื่อซื้อขายอาวุธปืนกัน ก่อนที่ "หมิงเฉิน" จะโอนเงินเข้าบัญชี นายจำลอง 900,000 บาท และนายจำลอง โอนต่อให้กับ พันจ่าเอก ปฐมพล เป็นผู้นำไปจัดสรรแบ่งเงินทั้งหมด

จากคำให้การทั้ง 5 คน พบว่าการซื้อขายปืนมีการบวกกำไรเป็นทอด ๆ จากราคาปืนสงคราม ที่ตั้งต้น 150,000 บาท ถูกบวกเพิ่มจาก พันจ่าเอก ปฐมพล อีก 30,000 บาท เป็น 180,000 บาท นายคเชนทร์ บวกเพิ่มอีก 20,000 บาท เป็น 200,000 บาท ทำให้ "หมิงเฉิน" ซื้อปืนไปในราคากระบอกละ 200,000 บาท แต่ได้มาแล้วเอาไปทำอะไร ปมนี้ ตำรวจกำลังตามขยายผล

ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง บอกว่า ตอนนี้มีการแบ่งหน้าที่กันทำงาน โดยตำรวจกองปราบฯ ได้รับหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลทางโทรศัพท์มือถือ และเส้นทางการเงิน เพื่อนำมาประเมินว่า "หมิงเฉิน" มีวัตถุประสงค์อะไรกันแน่

เรื่องนี้ มีการวิเคราะห์กันในรายการ "มีเรื่องต้องคุย" ซึ่งเมื่อวานนี้คุยกันประเด็นนี้ แต่ที่ยังไม่ฟันธง คือข้อบ่งชี้ว่ามีอาวุธไว้ขนาดนี้เตรียมจะนำไปทำอะไร แต่ก็พอจะอนุมานได้ประมาณหนึ่ง และมีข้อมูลในมือถือที่เชื่อมโยงกับแก๊งจีนทุนเทา ที่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้

อาจารย์ทรงฤทธิ์ โพนเงิน นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ได้ข้อมูลที่ค่อนข้างน่าเชื่อได้ว่า "หมิงเฉิน" อาจเป็นสมาชิกแก๊งสแกมเมอร์ระดับปฏิบัติการ คาดว่าเป็นมือขวาคนสนิทของระดับ "หัวโจก" ที่ถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้ และจุดประสงค์แท้จริงของ "หมิงเฉิน" คือการรับคำสั่งให้เข้าไปสั่งสอน หรือสางแค้นกลุ่มหัวโจกในกัมพูชา จากความเห็นไม่ตรงกันแล้วตีกันเอง แต่ก็ไม่เคยพบประวัติเข้ามาก่อเหตุในไทย

สำหรับอาชีพของ "หมิงเฉิน" ที่บอกว่า เกี่ยวข้องกับสถานบันเทิง จริง ๆ แล้วคือ มีหน้าที่แค่เป็นผู้ดูแลสถานบันเทิงหลาย ๆ แห่งในกัมพูชา โดยมี "บอสใหญ่" เป็นชายชาวจีนที่มีฉายาว่า "Dragon head" ทราบข้อมูลมาว่า ไปซื้อเกาะส่วนตัวอยู่ในต่างประเทศ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง