“ทภ.2“ เปิดภาพ “ลุงโยชน์” หลังถูกกัมพูชาจับกุม พร้อมแจงไทม์ไลน์ เข้าป่าชายแดน ก่อนพบถูกจับลอบเข้าเขมร–คุมขังเรือนจำอุดรมีชัย เผย ทหาร ประสาน กระทรวงการต่างประเทศ ตร. เข้าช่วยเหลือดูแลใกล้ชิด
วันนี้ (13 พ.ค.2569) กองทัพภาคที่ 2 ได้แจ้งไทม์ไลน์การหายตัวไปของ นายโยชน์ อายุ 58 ปี ชาวอำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ หลังจากที่ได้เข้าแจ้งความต่อสถานีตำรวจภูธรกาบเชิง (สภ.กาบเชิง) เพื่อขอความช่วยเหลือกรณีสูญหาย ภายหลังเข้าไปหาของป่าในพื้นที่บริเวณห้วยสำเริง ใกล้บ้านโนนทอง ตำบลโคกตะเคียน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ใกล้แนวชายแดนไทย–กัมพูชา และไม่สามารถติดต่อได้ตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน 2569
โดยเจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบรถจักรยานยนต์ของผู้สูญหายจอดอยู่บริเวณชายป่าพื้นที่ดังกล่าว จึงได้ดำเนินการประสานงานร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคง และฝ่ายปกครองในพื้นที่อย่างเร่งด่วน เพื่อสืบสวนติดตามและให้ความช่วยเหลือโดยทันที
สำหรับความคืบหน้าการช่วยเหลือ ราษฎรไทยดังกล่าว ภายหลังการประสานงานกับฝ่ายกัมพูชา ทาง พ.อ.โปว เพง หัวหน้าหน่วยประสานงานชายแดนประจำพื้นที่โอรเสม็ด ได้แจ้งมายังฝ่ายไทยว่า นายโยชน์ สายน้อย ได้ลักลอบข้ามแดนเข้าไปในราชอาณาจักรกัมพูชาโดยผิดกฎหมาย และถูกเจ้าหน้าที่ฝ่ายกัมพูชาจับกุมตัว ก่อนส่งดำเนินคดีที่จังหวัดอุดรมีชัย ในข้อหาลักลอบเข้าประเทศโดยผิดกฎหมาย และบุกรุกพื้นที่ทางทหาร ปัจจุบันถูกควบคุมตัวอยู่ภายในเรือนจำจังหวัดอุดรมีชัย
ทั้งนี้กองทัพภาคที่ 2 ได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงการต่างประเทศ โดยสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองเสียมราฐ ได้เข้าติดตามสถานการณ์ และประสานการให้ความช่วยเหลือด้านกงสุลแก่บุคคลดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้รับการดูแลตามหลักมนุษยธรรม และกระบวนการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยลุงโยชน์ หลังจากถูกควบคุม มีความปลอดภัยดี
กองทัพภาคที่ 2 ขอเรียนให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดนทราบว่า ปัจจุบันหน่วยทหารในพื้นที่ได้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย ทั้งการลาดตระเวน การเฝ้าตรวจ และการตั้งจุดตรวจในพื้นที่เสี่ยงตลอดแนวชายแดน เพื่อป้องกันเหตุลักษณะดังกล่าวและสร้างความปลอดภัยให้แก่ประชาชนอย่างเต็มขีดความสามารถ พร้อมกันนี้
ทั้งนี้ขอความร่วมมือจากประชาชนที่มีความจำเป็นต้องเข้าไปหาของป่า หรือประกอบกิจกรรมในพื้นที่ใกล้แนวชายแดน ให้เพิ่มความระมัดระวัง และประสานแจ้งเจ้าหน้าที่ทหาร หรือฝ่ายปกครองในพื้นที่ล่วงหน้า เพื่อให้สามารถดูแล ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินได้อย่างเหมาะสม อันจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการพลัดหลงหรือการกระทำที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายของประเทศเพื่อนบ้านต่อไป